การศึกษาเอกชน

เรื่องที่มักถูกมองข้าม ทั้งที่มีอำนาจจัดการมากที่สุด

การศึกษาเอกชนเป็นพื้นที่ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมีอำนาจตามกฎหมายสูงที่สุด และกำลังหดตัวเร็วกว่าค่าเฉลี่ยจังหวัดกว่าสองเท่า หน้านี้อธิบายว่าเหตุใดจึงควรอยู่ในยุทธศาสตร์ และควรอยู่ในรูปแบบใด

ข้อค้นพบหลักสี่ข้อ

หนึ่ง อำนาจสูงสุดอยู่ที่นี่

ข้อ 11 (10) ให้อำนาจส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเอกชน โดยกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ออกใบอนุญาตจัดตั้ง ควบคุมการเปลี่ยนแปลงกิจการ ดำเนินการอุดหนุนและสงเคราะห์ และพัฒนาบุคลากร

เทียบกับ สพฐ. ซึ่งทำได้เพียงกำกับติดตามตามนโยบาย และ อปท. กับอุดมศึกษาซึ่งทำได้เพียงประสาน

สอง หดตัวเร็วกว่าค่าเฉลี่ยสองเท่า

ผู้เรียนภาคเอกชนลดลงร้อยละ 8.1 ในหนึ่งปี ขณะที่ทั้งจังหวัดลดร้อยละ 3.9 และเป็นต้นทางของการลดลงถึงร้อยละ 36 ของการลดลงทั้งจังหวัด ทั้งที่มีผู้เรียนเพียงร้อยละ 16.6

สาม โรงเรียนเอกชนมีขนาดใหญ่กว่ามาก

สถานศึกษาเอกชนมีขนาดเฉลี่ย 616 คนต่อแห่ง ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งจังหวัดคือ 201 คนต่อแห่ง หากแห่งใดเลิกกิจการ ผู้เรียนราว 600 คนต้องหาที่เรียนใหม่พร้อมกัน เทียบเท่ากับโรงเรียนสังกัด สพป. เขต 1 ประมาณสามแห่งรวมกัน

สี่ กลไกมีอยู่แล้ว ไม่ต้องตั้งใหม่

คณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด หรือ ปส.กช. ทำงานอยู่แล้วและมีงบประมาณตั้งไว้ปีละ 19,000 บาท ใช้เป็นเวทีขับเคลื่อนได้ทันทีโดยไม่ต้องขอตั้งงบใหม่

การกระจุกตัวรายอำเภอ ซึ่งเปลี่ยนการออกแบบมาตรการทั้งหมด

ข้อมูลปีการศึกษา 2567 จากรายงานสถิติจังหวัด แสดงว่าการศึกษาเอกชนไม่ได้กระจายทั่วจังหวัดอย่างที่เคยสันนิษฐาน

64.2%ผู้เรียนเอกชนอยู่ใน 2 อำเภออยุธยาและบางปะอิน รวม 14,066 คน
7อำเภอที่ไม่มีโรงเรียนเอกชนเลยนครหลวง บางบาล บางปะหัน ลาดบัวหลวง บางซ้าย มหาราช บ้านแพรก
31.2%สัดส่วนเอกชนสูงสุด อำเภอบางปะอินต่ำสุดคืออุทัย 2.6%
3โรงเรียนเอกชนในอำเภอท่าเรือแต่รับผู้เรียนถึงร้อยละ 26.9 ของอำเภอ

ข้อค้นพบนี้แก้การออกแบบเดิมของเราเอง ในร่างก่อนหน้า เราออกแบบให้จัดทำบัญชีวางแผนรองรับผู้เรียนรายตำบลครอบคลุมทั้ง 16 อำเภอ ข้อมูลรายอำเภอแสดงว่าการออกแบบนั้นกระจายทรัพยากรผิดที่ เพราะเจ็ดอำเภอไม่มีความเสี่ยงนี้เลย ขอบเขตที่ถูกต้องคือ เฉพาะ 9 อำเภอที่มีสถานศึกษาเอกชน โดยจัดลำดับความสำคัญตามอัตราส่วนผู้เรียนต่อจำนวนสถานศึกษาในอำเภอ ไม่ใช่ตามจำนวนสถานศึกษา เพราะอำเภอท่าเรือที่มีเพียง 3 แห่งแต่รับผู้เรียนร้อยละ 26.9 มีความเสี่ยงต่อการปิดกิจการหนึ่งแห่งสูงกว่าอำเภอที่มีหลายแห่ง

ทำไมเรื่องนี้จึงไม่ใช่การเอื้อประโยชน์เอกชน

ความเสี่ยงที่แท้จริงต่อจังหวัดไม่ใช่การที่โรงเรียนเอกชนขาดทุน แต่คือห่วงโซ่ผลกระทบที่ตกกับผู้เรียนและกับโรงเรียนของรัฐในพื้นที่เดียวกัน

ห่วงโซ่ผลกระทบ จุดที่สี่คือจุดเดียวกับปัญหาเด็กหลุดจากระบบ
ลำดับเหตุการณ์
1เด็กเกิดน้อยลงและกำลังซื้อของผู้ปกครองอ่อนตัว
2โรงเรียนเอกชนขาดสภาพคล่อง
3เลิกกิจการโดยแจ้งล่วงหน้าระยะสั้น
4นักเรียนต้องย้ายกลางปีการศึกษา ซึ่งเป็นจุดที่เด็กหลุดจากระบบ
5โรงเรียนรัฐในพื้นที่ต้องรับภาระเพิ่มโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า
6ครูและบุคลากรเอกชนตกงาน สูญเสียกำลังคนทางการศึกษาของจังหวัด

กรอบเหตุผลที่เสนอ การส่งเสริมการศึกษาเอกชนในยุทธศาสตร์ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการ แต่เป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงของระบบการศึกษาทั้งจังหวัด และใช้เกณฑ์คุณภาพ การคัดกรอง และการนิเทศชุดเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ ไม่แยกเกณฑ์

ทางเลือกสามทาง และเหตุผลของการเลือก

เมื่อมีทางเลือกมากกว่าหนึ่งทาง ต้องเปรียบเทียบก่อนเสนอ ตามหลักการที่ใช้ตลอดทั้งงาน

เกณฑ์ก. สอดแทรกในทุกประเด็นข. ตั้งเป็นประเด็นยุทธศาสตร์แยกค. แบบผสม
ผลกระทบต่อผู้เรียนปานกลาง ไม่มีมาตรการเจาะจงเรื่องความเสี่ยงเลิกกิจการสูง แต่เสี่ยงกลายเป็นแผนพัฒนาผู้ประกอบการสูง ครอบคลุมทั้งคุณภาพและการคุ้มครองผู้เรียน
ความสอดคล้องกับโครงสร้างยุทธศาสตร์สูงต่ำ ขัดหลักการที่จัดโครงสร้างตามเส้นทางผู้เรียน ไม่ใช่ตามสังกัดสูง
ความเป็นไปได้ในที่ประชุมสูงต่ำ สังกัดอื่นอาจเรียกร้องประเด็นของตนเองบ้างสูง
ความคุ้มค่าสูงปานกลาง ต้องมีกลไกเฉพาะทั้งชุดสูง ใช้กลไกและข้อมูลที่มีอยู่แล้ว
ความเสมอภาคปานกลางเสี่ยงถูกมองว่าให้น้ำหนักเกินสัดส่วนสูง คุ้มครองผู้เรียนซึ่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ทางเลือกที่เสนอคือ ค. สอดแทรกบทบาทของสถานศึกษาเอกชนเข้าไปในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 ถึง 4 ของร่าง พ.ศ. 2571–2575 ทุกประเด็น โดยใช้เกณฑ์เดียวกับสถานศึกษารัฐ ควบคู่กับการเพิ่มกลยุทธ์เฉพาะหนึ่งชุดว่าด้วยการวางแผนรองรับผู้เรียนและการคุ้มครองผู้เรียนกรณีสถานศึกษาเปลี่ยนแปลงกิจการ ดู ตารางเทียบสองกรอบประเด็น

ศักยภาพของหน่วยงานในภารกิจนี้

การออกแบบมาตรการต้องอยู่ในขีดความสามารถจริง มิฉะนั้นจะเป็นข้อเสนอที่ปฏิบัติไม่ได้

4บุคลากรกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนจากทั้งสำนักงาน 44 คน
10สถานศึกษาที่ดูแลต่อคนรวม 40 แห่ง
6,161ผู้เรียนที่รับผิดชอบต่อคนรวม 24,642 คน
10.60บาทต่อผู้เรียนเอกชนหนึ่งคนต่อปีจากงบประมาณที่ สช. จัดสรร 261,220 บาท ปีงบประมาณ 2569

นัยเชิงปฏิบัติ ด้วยอัตรากำลังและงบประมาณระดับนี้ มาตรการที่เขียนในยุทธศาสตร์ต้องใช้ข้อมูลและกลไกที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก ไม่ใช่มาตรการที่ต้องเก็บข้อมูลชุดใหม่หรือขอตั้งงบใหม่จำนวนมาก

ข้อจำกัดของการวิเคราะห์ส่วนนี้

  • มีข้อมูลการศึกษาเอกชนจำแนกรายอำเภอแล้ว จึงรู้ว่าความเสี่ยงกระจุกใน 9 อำเภอและเจ็ดอำเภอไม่มีโรงเรียนเอกชนเลย แต่ยังไม่มีข้อมูลระยะทางการเดินทางระดับตำบล จึงยังตอบไม่ได้ว่าหากแห่งใดปิด จะมีสถานศึกษารองรับในระยะที่เหมาะสมหรือไม่
  • อนุกรมเวลาผู้เรียนเอกชนจากเอกสารแผนมีเพียงสองปี และข้อมูลรายอำเภอมีปีเดียว จึงยังวิเคราะห์แนวโน้มรายอำเภอไม่ได้
  • ยังไม่มีสถิติการขออนุญาตจัดตั้ง เปลี่ยนแปลง และเลิกกิจการย้อนหลัง ซึ่งเป็นข้อมูลที่หน่วยงานถือครองในงานประจำ
  • ยังไม่มีการจำแนกผลสัมฤทธิ์และข้อมูลกลุ่มเปราะบางรายสังกัด
  • ตัวเลขครูและห้องเรียนของภาคเอกชนมีความผิดปกติที่ยังอธิบายไม่ได้ ห้ามใช้ก่อนตรวจสอบนิยาม

ข้อควรระวังในการตีความ หากพบว่าผู้เรียนเอกชนกระจุกตัวในเขตเมืองและมีฐานะดีกว่าค่าเฉลี่ย ต้องรายงานตามจริง แต่ต้องไม่ใช้ข้อค้นพบนั้นเป็นเหตุผลตัดสถานศึกษาเอกชนออกจากมาตรการด้านความเสมอภาค เพราะโรงเรียนการกุศลและโรงเรียนสอนศาสนาจำนวนหนึ่งรับผู้เรียนกลุ่มเปราะบางในสัดส่วนสูง การใช้ค่าเฉลี่ยของทั้งภาคเอกชนจะปกปิดความแตกต่างภายในกลุ่ม

อ่านรายงานวิเคราะห์ฉบับเต็ม · อ่านฐานข้อมูลพร้อมการคำนวณทุกขั้นตอน