ข้อมูลจังหวัด

ตัวเลขชุดเดียว อ่านเป็นก็ได้ยุทธศาสตร์

ข้อมูลทั้งหมดในหน้านี้มาจากเอกสารแผนของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเอง ซึ่งเป็นเอกสารเผยแพร่ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ พร้อมข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนนำไปใช้

ข้อมูลผู้เรียนและสถานศึกษา ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2568 · หน้านี้ปรับปรุง 31 สิงหาคม 2569

ภาพรวมรายสังกัด

จำนวนสถานศึกษา ผู้เรียน ห้องเรียน และบุคลากร จำแนกรายสังกัด — ที่มา แผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตารางที่ 7
สังกัดสถานศึกษาผู้เรียนห้องเรียนผู้บริหารและครู
สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 117632,5211,8342,197
สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 215620,3291,6331,671
สพม.พระนครศรีอยุธยา2926,7627891,532
ศูนย์การเรียนรู้ปัญญาภิวัฒน์127686
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด154185
สช. โรงเรียนเอกชน3520,8637351,385
สกร.จังหวัด1611,603266
อาชีวศึกษาของรัฐ97,244344459
อาชีวศึกษาของเอกชน53,779150150
โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏฯ31,4573887
สถาบันอุดมศึกษา36,774498581
สถานศึกษาสังกัด อปท.289,650448621
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัด อปท.2736,389
โรงเรียนพระปริยัติธรรม สายสามัญ21851432
รวมทั้งสิ้น737148,3736,4919,072

แนวโน้มสองปี

เปรียบเทียบระหว่างแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดฉบับทบทวนประจำปีงบประมาณ 2568 กับแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2569

อัตราการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียน คำนวณจากตัวเลขในเอกสารทั้งสองฉบับ
รายการฉบับทบทวน 2568ณ 10 มิ.ย. 2568เปลี่ยนแปลง
โรงเรียนเอกชนสังกัด สช. — สถานศึกษา3535คงที่
โรงเรียนเอกชนสังกัด สช. — นักเรียน23,01620,863−2,153 (−9.4%)
อาชีวศึกษาเอกชน — นักเรียน3,7963,779−17 (−0.4%)
รวมภาคเอกชน — ผู้เรียน26,81224,642−2,170 (−8.1%)
รวมทั้งจังหวัด — ผู้เรียน154,373148,373−6,000 (−3.9%)

การคำนวณที่มีนัยสำคัญที่สุด ผู้เรียนทั้งจังหวัดลดลง 6,000 คน โดยมาจากภาคเอกชน 2,170 คน คิดเป็นร้อยละ 36.2 ของการลดลงทั้งหมด ทั้งที่ภาคเอกชนมีผู้เรียนเพียงร้อยละ 16.6 ของจังหวัด แปลว่าภาคเอกชนรับแรงกดจากการหดตัวของประชากรวัยเรียนในสัดส่วนที่สูงกว่าขนาดของตนเองกว่าสองเท่า

ข้อมูลรายอำเภอ

ข้อมูลปีการศึกษา 2567 จากรายงานสถิติจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2568 ส่วนนี้ปิดช่องว่างข้อมูลที่เคยเป็นข้อจำกัดใหญ่ที่สุดของงานนี้

โรงเรียน นักเรียน และอัตราส่วน จำแนกรายอำเภอ ปีการศึกษา 2567
อำเภอโรงเรียนรร.เอกชนนักเรียนนร.เอกชนสัดส่วนเอกชนนร./ห้องนร./ครู
พระนครศรีอยุธยา551233,2378,85326.6%2818
ท่าเรือ2937,0071,88326.9%1517
นครหลวง1803,58200.0%2012
บางไทร2825,9811,23920.7%1817
บางบาล2202,26300.0%1112
บางปะอิน42716,6865,21331.2%2417
บางปะหัน2703,91200.0%1513
ผักไห่2323,56464518.1%1612
ภาชี1914,2794059.5%2115
ลาดบัวหลวง2604,25000.0%1611
วังน้อย31210,9985835.3%2517
เสนา40410,2092,97429.1%2116
บางซ้าย1702,04700.0%1212
อุทัย2915,1271312.6%1815
มหาราช1201,27300.0%119
บ้านแพรก8070800.0%1111
รวม42634115,12321,92619.0%2116

ช่องว่างขนาดสถานศึกษา 2.5 เท่า

นักเรียนต่อห้องเรียนอยู่ระหว่าง 11 ต่อ 1 ถึง 28 ต่อ 1 ค่าเฉลี่ยจังหวัด 21 ต่อ 1 จึงปิดบังทั้งความแออัดในเขตเมืองและความเล็กเกินขนาดในเขตเกษตร

แต่อัตราส่วนต่ำไม่ได้แปลว่าคุณภาพดี มหาราชมีนักเรียน 9 คนต่อครู 1 คน ซึ่งในโรงเรียนขนาดเล็กมักหมายถึงครูไม่ครบทุกสาระวิชา

การศึกษาเอกชนกระจุกตัวสุดขั้ว

อยุธยาและบางปะอินรวมกันมีผู้เรียนเอกชน 14,066 คน คิดเป็นร้อยละ 64.2 ของทั้งจังหวัด

เจ็ดอำเภอไม่มีโรงเรียนเอกชนเลย ได้แก่ นครหลวง บางบาล บางปะหัน ลาดบัวหลวง บางซ้าย มหาราช บ้านแพรก

ข้อมูลนี้เปลี่ยนมาตรการ

เดิมออกแบบให้จัดทำบัญชีรองรับผู้เรียนทั้ง 16 อำเภอ ข้อมูลใหม่แสดงว่าควรทำเฉพาะ 9 อำเภอ และจัดลำดับตามอัตราส่วนผู้เรียนต่อจำนวนสถานศึกษา ไม่ใช่ตามจำนวนสถานศึกษา

อนุกรมเวลา 5 ปี และสาเหตุการออกกลางคัน

จำนวนนักเรียนจำแนกระดับการศึกษา ปี 2563–2567
ระดับ25632567เปลี่ยนแปลง
นักเรียนรวม123,115115,123−6.5%
ก่อนประถมศึกษา21,29118,672−12.3%
ประถมศึกษา60,85855,134−9.4%
มัธยมศึกษาตอนต้น27,88626,870−3.6%
มัธยมศึกษาตอนปลาย13,08014,447+10.5%

การหดตัวไม่เท่ากันทุกระดับ แรงกดเดินทางจากระดับล่างขึ้นบนตามเวลา ระดับประถมต้องวางแผนบริหารทรัพยากรร่วมทันที ขณะที่ระดับมัธยมปลายยังมีเวลาอีก 5 ถึง 8 ปี ส่วนการเพิ่มขึ้นของมัธยมปลายในช่วงที่ประชากรวัยนั้นไม่ได้เพิ่ม ตีความได้ว่าสัดส่วนผู้เรียนต่อเพิ่มขึ้นจริง แต่ยังอธิบายได้ด้วยเหตุอื่น จึงยังไม่สรุปเป็นข้อยุติ

สาเหตุการออกกลางคัน ปีการศึกษา 2567 รวม 110 คน
สาเหตุจำนวน (คน)สัดส่วน
อพยพตามครอบครัว7770.0%
มีปัญหาครอบครัว1311.8%
มีปัญหาการปรับตัว109.1%
กรณีอื่น ๆ65.5%
ฐานะยากจน21.8%
หาเลี้ยงครอบครัว21.8%

ตัวอย่างที่ดีที่สุดของการที่ข้อมูลเปลี่ยนมาตรการ หากไม่มีข้อมูลนี้ เราจะออกแบบมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินเป็นหลัก เพราะสันนิษฐานว่าความยากจนคือสาเหตุ แต่ข้อมูลจริงแสดงว่าความยากจนเป็นสาเหตุเพียงร้อยละ 1.8 ขณะที่การอพยพตามครอบครัวเป็นร้อยละ 70 มาตรการที่ถูกต้องจึงเป็นระบบส่งต่อข้อมูลข้ามพื้นที่ ไม่ใช่ทุนการศึกษา และการออกกลางคันจากการอพยพกระจุกตัวในอำเภอพระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และวังน้อย ซึ่งเป็นเขตเมืองและเขตอุตสาหกรรมทั้งสามอำเภอ

ความขัดแย้งของข้อมูลที่ร้ายแรงที่สุดที่พบในงานนี้ แผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดฉบับทบทวน 2568 ระบุค่าฐานการออกกลางคัน 1,181 คน ขณะที่รายงานสถิติจังหวัดระบุ 110 คน ต่างกัน 10.7 เท่า และอนุกรม 10 ปีของการออกกลางคันคือ 37, 37, 68, 91, 96, 183, 157, 240, 154, 110 ซึ่งไม่มีปีใดใกล้เคียง 1,181 คน แผนฉบับเดิมตั้งเป้าปี 2570 ที่ 800 คน หากค่าฐานที่ถูกต้องคือ 110 คน แปลว่าแผนตั้งเป้าให้ตัวเลขเพิ่มขึ้นเกือบ 8 เท่า ตัวชี้วัดที่ใช้ค่าฐานนี้ต้องระงับไว้ก่อนจนกว่าจะได้คำนิยามจากทั้งสองแหล่ง

การคาดการณ์ประชากรวัยเรียนจากรุ่นที่เกิดแล้ว

ใช้ข้อมูลประชากรรายอายุปีเดียว ณ มกราคม 2569 จากกรมการปกครอง โดยไม่ต้องสร้างตัวเลขใดขึ้นใหม่ เพราะเด็กทุกคนที่จะอยู่ในวัยเรียนถึงปี 2575 เกิดและมีชื่อในทะเบียนราษฎรแล้ว

47.7%เด็กอายุ 0 ปี เทียบเยาวชนอายุ 17 ปี4,610 คน เทียบกับ 9,665 คน
−23.2%ประชากรวัยภาคบังคับ 6–14 ปี ถึงปี 257574,308 → 57,040 คน
−13.3%ประชากรวัย ม.ปลาย 15–17 ปี ถึงปี 257528,088 → 24,353 คน
6,600–13,700เยาวชน 15–17 ปี ที่ไม่อยู่ในระบบ (ประมาณ)ใกล้เคียงผู้เรียน ม.ปลายทั้งจังหวัด 14,447 คน

ตัวเลขที่สำคัญที่สุดของทั้งงานนี้ ในช่วงเวลา 17 ปี ขนาดของรุ่นเด็กเกิดใหม่ในจังหวัดลดลงเหลือไม่ถึงครึ่งของรุ่นที่กำลังจะจบการศึกษา นี่ไม่ใช่การคาดการณ์และไม่ใช่แนวโน้มที่ยังไม่แน่นอน เพราะเด็กเหล่านี้เกิดและนับได้แล้ว และไม่มีมาตรการใดของยุทธศาสตร์เปลี่ยนแปลงตัวเลขนี้ได้ในกรอบเวลา 5 ปี ยุทธศาสตร์จึงต้องออกแบบให้ทำงานได้ดีในระบบที่เล็กลง ไม่ใช่พยายามทำให้ระบบไม่เล็กลง

สมมติฐานที่ต้องเป็นจริง การย้ายถิ่นสุทธิใกล้ศูนย์ ซึ่งไม่จริงเสียทีเดียว เพราะปี 2567 จังหวัดมีผู้ย้ายเข้าสุทธิ 2,423 คน การคาดการณ์นี้จึงเป็นขอบล่างในอำเภอเขตอุตสาหกรรม และเป็นขอบบนในอำเภอเกษตร ส่วนระดับปฐมวัยตั้งแต่ปี 2573 คาดการณ์ไม่ได้ เพราะเด็กยังไม่เกิด

อุปสงค์กำลังคนของจังหวัด

จากรายงานสถานการณ์ด้านแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายปี 2568 และไตรมาส 2 ปี 2569 ข้อมูลต้นทางจากสำนักงานจัดหางานจังหวัด ส่วนนี้ปิดช่องว่างข้อมูลสุดท้ายที่ทำให้ประเด็นยุทธศาสตร์ด้านกำลังคนเคยมีลูกโซ่ขาดตอน

2.08ตำแหน่งงานว่างต่อผู้สมัคร 1 คน สายอาชีวศึกษา5,327 ตำแหน่ง เทียบผู้สมัคร 2,567 คน
0.94ตำแหน่งงานว่างต่อผู้สมัคร 1 คน สายมัธยมสามัญ6,763 ตำแหน่ง เทียบผู้สมัคร 7,162 คน
5,894ตำแหน่งที่หาคนไม่ได้ ปี 2568ว่าง 15,371 บรรจุได้ 9,477 อัตรา
0เยาวชนอายุ 15–17 ปี ในระบบจัดหางานทั้งตำแหน่งว่าง ผู้สมัคร และบรรจุงาน ตลอดปี 2568
ตำแหน่งงานว่าง ผู้สมัครงาน และการบรรจุงาน จำแนกตามวุฒิการศึกษา ปี 2568
วุฒิการศึกษาตำแหน่งว่างผู้สมัครบรรจุงานตำแหน่งต่อผู้สมัครอัตราการบรรจุ
ประถมศึกษาและต่ำกว่า7873452522.2832.0%
มัธยมศึกษา6,7637,1626,3980.9494.6%
ปวช.2,8051,3911,1612.0241.4%
ปวส.2,5221,1769192.1436.4%
อนุปริญญา1,113443525.303.1%
ปริญญาตรี1,2911,1817101.0955.0%
ปริญญาโท901128.182.2%
รวมปี 256815,37111,3109,4771.3661.7%

หลักฐานชิ้นแรกที่ยืนยันปัญหาความไม่สอดคล้องของกำลังคน ในจังหวัดที่มีนิคมอุตสาหกรรม 5 แห่งและโรงงานมากกว่า 2,000 แห่ง ตลาดแรงงานต้องการผู้จบสายอาชีวศึกษามากกว่าที่มีผู้มาสมัครถึงสองเท่า ขณะที่ผู้จบมัธยมศึกษาสามัญต้องแข่งขันกันเองในตำแหน่งที่มีน้อยกว่าจำนวนผู้สมัคร ความต้องการกระจุกที่สองขั้ว คืออาชีพขั้นพื้นฐานร้อยละ 52.5 และช่างเทคนิคร้อยละ 34.0 โดยกลุ่มช่างเทคนิคมีอัตราการบรรจุสูงที่สุดที่ร้อยละ 74.1 ซึ่งแสดงว่าเมื่อมีผู้สมัครที่คุณสมบัติตรง ก็ได้งานจริง

เยาวชนอายุ 15–17 ปี หายไปจากทั้งสองระบบ ตลอดปี 2568 และตลอดไตรมาส 2 ปี 2569 ช่วงอายุ 15–17 ปีมีตำแหน่งงานว่าง 0 อัตรา ผู้ลงทะเบียนสมัครงาน 0 คน และบรรจุงาน 0 คน เมื่อรวมกับข้อค้นพบว่าเยาวชนกลุ่มนี้ราว 6,600–13,700 คนไม่อยู่ในระบบการศึกษา จึงสรุปได้ว่ากลุ่มนี้ไม่ปรากฏในระบบใดเลย คำอธิบายที่เป็นไปได้มีสามทาง คือข้อจำกัดทางกฎหมายแรงงาน หรือทำงานอยู่จริงแต่นอกระบบ หรือไปเรียนและทำงานนอกจังหวัด ทั้งสามทางให้ผลต่อยุทธศาสตร์ต่างกันมาก และยังไม่มีหน่วยงานใดถือข้อมูลนี้ จึงเป็นช่องว่างข้อมูลที่สำคัญที่สุดในขณะนี้

ข้อจำกัดของข้อมูลอุปสงค์ชุดนี้ ครอบคลุมเฉพาะตำแหน่งงานที่แจ้งผ่านสำนักงานจัดหางาน จึงไม่ครอบคลุมภาคเศรษฐกิจนอกระบบและธุรกิจรายย่อย เห็นได้จากภาคโรงแรมและภัตตาคารที่มีตำแหน่งงานว่างเพียง 3 อัตราในไตรมาสเดียว ซึ่งต่ำผิดปกติสำหรับเมืองมรดกโลก และตัวเลขวุฒิอนุปริญญาที่มีตำแหน่งงานว่าง 1,113 อัตราแต่ผู้สมัคร 44 คน คือ 25 เท่า ซึ่งไม่สมเหตุสมผล ต้องสอบถามสำนักงานจัดหางานจังหวัดก่อนนำไปใช้

ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและดัชนีความก้าวหน้าของคน

จากแผนพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฉบับทบทวนประจำปีงบประมาณ 2570 ตารางที่ 2.1 และระบบ BIGDATA ของ สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1

ดัชนีความก้าวหน้าของคน มิติด้านการศึกษา พร้อมอันดับประเทศ
รายการ25622565อันดับ 2562อันดับ 2565
ปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป (ปี)9.329.95710
การเข้าเรียนมัธยมปลายและอาชีวศึกษา (%)75.7376.393552
เด็กอายุ 0–5 ปีที่มีพัฒนาการสมวัย (%)97.8082.362956
คะแนนเฉลี่ย O-NET มัธยมศึกษาตอนปลาย30.9128.844157

ตัวชี้วัดด้านการศึกษาของจังหวัดตกอันดับประเทศทุกรายการ ปีการศึกษาเฉลี่ยตก 3 อันดับ การเข้าเรียนมัธยมปลายตก 17 อันดับ พัฒนาการเด็กปฐมวัยตก 27 อันดับ และคะแนน O-NET ตก 16 อันดับ โดยตก 21 อันดับในปีเดียว

ข้อสังเกตที่สำคัญที่สุด ค่าตัวเลขของปีการศึกษาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกปีจาก 9.32 เป็น 9.95 ปี แต่อันดับกลับตกลง หมายความว่าจังหวัดพัฒนาช้ากว่าจังหวัดอื่น ไม่ใช่ถอยหลัง การดูตัวเลขของตนเองอย่างเดียวโดยไม่เทียบกับผู้อื่น ทำให้มองไม่เห็นปัญหา

ผลการทดสอบ O-NET ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 · เฉพาะโรงเรียนรัฐบาลใน สพป. เขต 1
ปีการศึกษาภาษาไทยคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ภาษาอังกฤษค่าเฉลี่ย
256355.1430.9537.8340.5941.13
256554.4228.7139.9135.3739.60
256756.2630.4943.8232.6840.81
เปลี่ยนแปลง 5 ปี+1.12−0.46+5.99−7.91−0.32

ภาษาอังกฤษระดับประถมลดลงร้อยละ 19.5 ในห้าปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยรวมแทบไม่เปลี่ยน เพราะวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นชดเชย การดูเฉพาะค่าเฉลี่ยรวมจะมองไม่เห็นปัญหานี้เลย ซึ่งเป็นตัวอย่างจริงของบทเรียนที่ว่าค่าเฉลี่ยปิดบังความแตกต่าง

ข้อจำกัดสามข้อที่ต้องรู้ก่อนใช้ข้อมูล O-NET ชุดนี้ หนึ่ง ครอบคลุมเฉพาะโรงเรียนรัฐบาลใน สพป. เขต 1 คิดเป็นร้อยละ 28.2 ของนักเรียนทั้งจังหวัด จึงยังไม่ใช่ค่าฐานระดับจังหวัด สอง ช่องวิชาสังคมศึกษา ป.6 ที่ระบบแสดงค่า 0.00 เกิดจากการไม่มีการทดสอบวิชานี้ ไม่ใช่คะแนนศูนย์ สาม คะแนนคณิตศาสตร์ ป.6 ผันผวนผิดปกติ คือเพิ่ม 7.22 คะแนนในปีเดียวแล้วลด 9.46 คะแนนในปีถัดมา จึงห้ามใช้การเปลี่ยนแปลงรายปีของวิชานี้เป็นตัวชี้วัดผลงาน

ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้ตัวเลขเหล่านี้

ส่วนนี้สำคัญไม่น้อยกว่าตัวเลขเอง หากนำตัวเลขไปใช้โดยไม่ทราบข้อจำกัด อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดทั้งหมด

หนึ่ง จำนวนครูโรงเรียนเอกชนลดลงร้อยละ 34.5 ในหนึ่งปี จาก 2,113 เหลือ 1,385 คน ขณะที่นักเรียนลดเพียงร้อยละ 9.4 อัตราที่ต่างกันเกือบสี่เท่านี้แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ น่าจะเกิดจากการเปลี่ยนนิยามการจัดเก็บ เช่น ปีหนึ่งนับรวมครูอัตราจ้างและครูพี่เลี้ยง อีกปีไม่นับ ห้ามใช้ตัวเลขนี้ก่อนตรวจสอบนิยามกับหน่วยงานเจ้าของข้อมูล

สอง ห้องเรียนอาชีวศึกษาเอกชนลดจาก 480 เหลือ 150 ห้อง คือลดร้อยละ 68.8 ขณะที่นักเรียนแทบไม่เปลี่ยน ตัวเลขเดิม 480 ห้องสำหรับนักเรียน 3,796 คน หมายถึง 7.9 คนต่อห้อง ซึ่งไม่สมเหตุสมผล ตัวเลขใหม่ที่ 25.2 คนต่อห้องน่าเชื่อถือกว่า

สาม ข้อมูลขัดแย้งกันเองภายในเอกสารฉบับเดียวกัน ในแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดฉบับทบทวนประจำปีงบประมาณ 2568 เนื้อความระบุผู้เรียนทั้งจังหวัด 150,594 คน ห้องเรียน 6,174 ห้อง ครู 9,245 คน แต่ตารางในเอกสารฉบับเดียวกันรวมได้ 154,373 / 6,504 / 9,547 ต่างกัน 3,779 คน ประเด็นนี้ยังไม่มีข้อยุติ

สี่ ตัวเลขสองแหล่งที่ต่างกัน ไม่ได้แปลว่ามีแหล่งใดผิด สำนักงานสถิติจังหวัดรายงานนักเรียนปีการศึกษา 2567 จำนวน 115,123 คน ขณะที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดรายงาน 148,373 คน นี่ไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่เป็นความต่างของขอบเขต เพราะตัวเลขของ ศธจ. รวมศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 273 แห่ง สถาบันอุดมศึกษา อาชีวศึกษา และ สกร. ซึ่งสถิติจังหวัดไม่นับเป็นโรงเรียน ทุกครั้งที่อ้างตัวเลข ต้องระบุนิยามและขอบเขตกำกับเสมอ

ความขัดแย้งที่กระทบตัวเลขหลักของงานนี้ อัตราการเข้าเรียนมัธยมปลายและอาชีวศึกษา แผนพัฒนาจังหวัดระบุร้อยละ 76.39 ขณะที่แผนของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดระบุร้อยละ 51.17 ต่างกัน 25 จุด ทำให้จำนวนเยาวชนอายุ 15–17 ปีที่ไม่อยู่ในระบบอยู่ในช่วง 6,600 ถึง 13,700 คน ขึ้นกับว่าใช้ค่าใด สาเหตุน่าจะเกิดจากตัวส่วนที่ต่างกัน คือผู้จบ ม.3 ที่เรียนต่อ เทียบกับประชากรอายุ 15–17 ปีทั้งหมด ต้องขอนิยามจากทั้งสองแหล่งก่อนกำหนดค่าเป้าหมาย

จำนวนครูมีสามแหล่งสามตัวเลข แผนปฏิบัติราชการ ศธจ. ระบุ 9,072 คน รายงานสถิติจังหวัดระบุ 7,358 คน และแผนพัฒนาจังหวัดระบุ 6,014 คน ต่างกันสูงสุด 3,058 คน ส่วนหนึ่งอธิบายได้จากขอบเขตสังกัดที่ต่างกัน แต่ไม่ทั้งหมด ห้ามใช้ตัวเลขจำนวนครูเป็นค่าฐานตัวชี้วัดจนกว่าจะได้นิยามที่ตกลงร่วมกันทุกสังกัด

ห้า ข้อมูลรายอำเภอยังไม่ครอบคลุมผลสัมฤทธิ์และกลุ่มเปราะบาง มีตารางนักเรียน โรงเรียน และอัตราส่วนครบ 16 อำเภอแล้ว แต่ยังไม่มีผลสัมฤทธิ์รายโรงเรียนครบทุกสังกัด และยังไม่มีการจำแนกเด็กยากจน เด็กพิการ และเด็กไร้สัญชาติรายพื้นที่ การใช้ค่าเฉลี่ยระดับจังหวัดจึงยังปกปิดความแตกต่างของคุณภาพและกลุ่มเปราะบางอยู่

บริบทเชิงพื้นที่

ข้อมูลพื้นฐานของจังหวัดที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์ ทุกรายการระบุปีและแหล่งที่มา

รายการค่าปีแหล่ง
พื้นที่2,556.64 ตารางกิโลเมตร2568สำนักงานพาณิชย์จังหวัด
การปกครอง16 อำเภอ 209 ตำบล2568สำนักงานพาณิชย์จังหวัด
ประชากร822,639 คนส.ค. 2568สำนักงานพาณิชย์จังหวัด
โรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 2,134 แห่ง ใน 5 นิคมอุตสาหกรรม2565สภาอุตสาหกรรมจังหวัด
แรงงานภาคอุตสาหกรรมประมาณ 300,000 คน2565สภาอุตสาหกรรมจังหวัด
พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากที่ระบุอำเภอผักไห่ เสนา บางบาล2565สภาอุตสาหกรรมจังหวัด
พื้นที่มรดกโลกอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา 1,810 ไร่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การจำแนกกลุ่มอำเภอเชิงยุทธศาสตร์

การจำแนกนี้ยืนยันด้วยอัตราการเติบโตของประชากร 5 ปี ขนาดสถานศึกษา และสาเหตุการออกกลางคันแล้ว เป็น ข้อมูลจริง ไม่ใช่สมมติฐาน ใช้เพื่อให้มาตรการมีพื้นที่เป้าหมายชัดเจน แทนการเขียนมาตรการที่ใช้เหมือนกันทั้ง 16 อำเภอ

กลุ่มลักษณะอำเภอโจทย์การศึกษาที่ยืนยันด้วยข้อมูล
เขตเมืองและมรดกโลกพระนครศรีอยุธยานักเรียนต่อห้อง 28 ต่อ 1 สูงสุดในจังหวัด ผู้เรียนเอกชนร้อยละ 26.6
เขตอุตสาหกรรมบางปะอิน อุทัย วังน้อย นครหลวงสามอำเภอแรกเป็นพื้นที่เดียวที่ประชากรเพิ่ม ผู้เรียนเอกชนบางปะอินร้อยละ 31.2
เขตเกษตรและเสี่ยงอุทกภัยผักไห่ เสนา บางบาล บางไทรหดตัวเร็ว น้ำท่วมเป็นความเดือดร้อนอันดับต้นของบางบาลและผักไห่
เขตกึ่งเมืองกึ่งชนบทท่าเรือ ภาชี ลาดบัวหลวง บางปะหันท่าเรือมีเอกชนเพียง 3 แห่งแต่รับผู้เรียนร้อยละ 26.9
อำเภอขนาดเล็กที่หดตัวเร็วบ้านแพรก มหาราช บางซ้ายนักเรียนต่อห้อง 11–12 ต่อ 1 ไม่มีโรงเรียนเอกชนเลยทั้งสามอำเภอ

ประเด็นที่ต้องเห็นให้ชัด ในจังหวัดนี้ ความเสี่ยงภัยพิบัติทับซ้อนกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ พื้นที่ที่ท่วมซ้ำซากคือพื้นที่เกษตรที่มีฐานะต่ำกว่าเขตอุตสาหกรรม เด็กกลุ่มนี้จึงเผชิญความเสี่ยงสองชั้นพร้อมกัน

ค่าฐานตัวชี้วัดที่มีอยู่แล้ว

จากแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดฉบับทบทวนประจำปีงบประมาณ 2568 แผนปัจจุบัน พ.ศ. 2566–2570 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 ซึ่งเป็นค่าฐานจริงที่ใช้ต่อในแผนฉบับใหม่ได้ ดู ตารางเทียบสองกรอบประเด็น

ตัวชี้วัดค่าฐานเป้า 2570หน่วยงานรับผิดชอบ
ร้อยละประชากรอายุ 3–5 ปี เข้าเรียนระดับปฐมวัย88.0284สพฐ. / สช. / อปท.
ร้อยละประชากรอายุ 6–14 ปี เข้าเรียนภาคบังคับ84.0090สพฐ. / สช. / อปท. / สกร.
ร้อยละประชากรอายุ 15–17 ปี เข้าเรียนมัธยมปลายและเทียบเท่า51.1760สพฐ. / สช. / อปท. / สกร. / อศจ.
ร้อยละผู้พิการที่ขึ้นทะเบียนได้เข้าเรียนและพัฒนาตามศักยภาพ88.0270ศูนย์การศึกษาพิเศษ
การออกกลางคันของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน1,181 คน800 คนหน่วยงานทางการศึกษา

ข้อบกพร่องเชิงเทคนิคที่ต้องไม่ทำซ้ำ สองรายการที่ทำเครื่องหมายไว้มีค่าเป้าหมายต่ำกว่าค่าฐาน ซึ่งแปลว่าแผนตั้งเป้าให้ผลงานแย่ลง และค่าฐานของทั้งสองรายการเท่ากันพอดีที่ 88.02 ทั้งที่วัดคนละเรื่อง น่าสงสัยว่าเป็นการคัดลอกผิด ประเด็นนี้ยกขึ้นมาเพื่อเป็นบทเรียนร่วม เพราะเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ง่ายมากเมื่อไม่มีการตรวจสอบความสอดคล้องภายใน