# รายงานวิเคราะห์เพิ่มเติม
# การส่งเสริมการศึกษาเอกชนในยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2571–2575

**สถานะ:** เอกสารวิเคราะห์ประกอบ (Addendum) เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ว่าจ้าง
**วันตัดยอดข้อมูล:** 31 สิงหาคม 2569
**ผลผูกพันต่อเอกสารเดิม:** หากผู้ว่าจ้างเห็นชอบ ต้องแก้ไขร่างกรณีตัวอย่างใน 7 จุด (ดูส่วนที่ 9)

---

## บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

**คำตอบต่อคำถามที่ตั้งไว้: ได้ และควรบรรจุ แต่ต้องไม่บรรจุในรูปแบบที่ตั้งใจไว้ตอนแรก**

การส่งเสริมการศึกษาเอกชนไม่เพียงบรรจุในยุทธศาสตร์ได้ แต่เป็น **พื้นที่ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมีอำนาจตามกฎหมายมากที่สุด ในบรรดาหน่วยจัดการศึกษาทุกสังกัดในจังหวัด** ซึ่งตรงข้ามกับสมมติฐานที่คนทั่วไปมักเข้าใจ

พร้อมกันนั้น การวิเคราะห์พบว่า **ไม่ควรตั้งเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 6 แยกต่างหาก** เพราะจะขัดหลักการจัดโครงสร้างที่ยุทธศาสตร์ฉบับนี้ประกาศไว้เอง และเปิดช่องให้ยุทธศาสตร์กลายเป็นแผนแบ่งตามหน่วยงานแทนที่จะเป็นแผนตามเส้นทางผู้เรียน

ข้อเสนอคือ **ทางเลือกแบบผสม** ได้แก่ การสอดแทรกบทบาทของสถานศึกษาเอกชนเข้าไปในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1–4 ทุกประเด็น ควบคู่กับการเพิ่มกลยุทธ์เฉพาะหนึ่งชุดภายใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 ว่าด้วยการเฝ้าระวังความยั่งยืนของสถานศึกษาเอกชนและการคุ้มครองผู้เรียนกรณีเลิกกิจการ

เหตุผลเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดคือ **การส่งเสริมการศึกษาเอกชนในยุทธศาสตร์ฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการ แต่เป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงของระบบการศึกษาทั้งจังหวัด** เพราะหากสถานศึกษาเอกชนแห่งใดเลิกกิจการโดยไม่มีการเตรียมการ ผู้เรียนกลุ่มนั้นจะกลายเป็นเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบทันที และภาระจะตกกับสถานศึกษาของรัฐในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 และนโยบาย Thailand Zero Dropout

---

## ส่วนที่ 1: ข้อค้นพบ

### ข้อค้นพบที่ 1 การศึกษาเอกชนเป็นพื้นที่ที่ ศธจ. มีอำนาจตามกฎหมายสูงสุด

**หลักฐานสนับสนุน**

หน้าที่และอำนาจของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดตามข้อ 11 (10) ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 คือ **"ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเอกชน"**

ในระดับหน่วยงานภายใน ตามประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงานภายในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ลงวันที่ 28 เมษายน 2566 กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนมีหน้าที่ความรับผิดชอบซึ่งรวมถึง

- กำกับ ดูแล ประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
- ดำเนินการเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน และการเปลี่ยนแปลงกิจการโรงเรียนเอกชน
- ดำเนินการเกี่ยวกับการสงเคราะห์และเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนและที่กฎหมายอื่นกำหนด
- ส่งเสริม สนับสนุน ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การบริหารงานบุคคล และการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาเอกชน
- ประสาน ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมการศึกษาเอกชน
- ปฏิบัติงานในระดับจังหวัดตามอำนาจหน้าที่ของ ปส.กช. โรงเรียนเอกชนในระบบ และ ปส.กช. โรงเรียนเอกชนนอกระบบ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนมอบหมาย
- ส่งเสริม สนับสนุนกิจกรรมการพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษาเอกชน

**การตีความ**

เปรียบเทียบระดับอำนาจของ ศธจ. ต่อหน่วยจัดการศึกษาแต่ละกลุ่ม

| กลุ่มสถานศึกษา | ระดับอำนาจของ ศธจ. | ประเภทภารกิจ |
|---|---|---|
| **สถานศึกษาเอกชน** | **ออกใบอนุญาต กำกับ ดูแล อุดหนุน พัฒนาบุคลากร และดำเนินการตามกฎหมายโดยตรง** | **ประเภทที่ 1 เต็มรูปแบบ** |
| สถานศึกษาสังกัด สพฐ. อาชีวศึกษา สกร. | กำกับ ติดตาม เร่งรัด ประเมินผลตามนโยบายกระทรวง แต่ไม่มีอำนาจบริหารจัดการ | ประเภทที่ 2 |
| สถานศึกษาสังกัด อปท. และ อว. | ประสานและส่งเสริมเท่านั้น | ประเภทที่ 3 |

**ผลต่อยุทธศาสตร์**

นี่คือข้อค้นพบที่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์สูงมาก เพราะยุทธศาสตร์ฉบับนี้มีข้อจำกัดใหญ่ที่สุดคือ ศธจ. ไม่มีอำนาจสั่งการหน่วยงานอื่น ทำให้มาตรการส่วนใหญ่ต้องอาศัยความร่วมมือโดยสมัครใจ

**การศึกษาเอกชนจึงเป็นพื้นที่เดียวที่ ศธจ. สามารถแสดงผลงานที่วัดได้จริงภายในอำนาจของตนเอง โดยไม่ต้องรอความร่วมมือจากสังกัดใด** ซึ่งมีคุณค่าสองประการ คือ (ก) ทำให้ยุทธศาสตร์มีผลลัพธ์ที่จับต้องได้เร็วในช่วงสองปีแรก และ (ข) ผลลัพธ์ที่เห็นได้จริงจะเป็นเครื่องมือชักชวนให้สังกัดอื่นเข้าร่วมกลไกความร่วมมือในระยะถัดไป ซึ่งเป็นมาตรการลดความเสี่ยง R1 ที่ระบุไว้ในร่างเดิม

**ข้อจำกัดของข้อค้นพบนี้**

ข้อความหน้าที่และอำนาจข้างต้นตรวจสอบจากเว็บไซต์สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดหลายแห่งที่เผยแพร่ประกาศฉบับเดียวกัน **ยังไม่ได้ตรวจทานกับตัวประกาศต้นฉบับ** จึงต้องยืนยันถ้อยคำที่แน่นอนก่อนอ้างอิงในเอกสารราชการ

---

### ข้อค้นพบที่ 2 ภาคการศึกษาเอกชนทั้งประเทศกำลังอยู่ในภาวะหดตัวเร็วผิดปกติ

**หลักฐานสนับสนุน**

| ข้อมูล | สาระ | แหล่ง | ระดับความน่าเชื่อถือ |
|---|---|---|---|
| อัตราการปิดกิจการ | เดิมโรงเรียนเอกชนทยอยปิดปีละประมาณ 30–50 แห่ง แต่ในปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็นราว 70–80 แห่ง ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติ | บทความรวบรวมข้อมูลของ Eduzones อ้างอิงรายงานข่าว | **ทุติยภูมิ ต้องยืนยันกับ สช.** |
| การเลิกกิจการรายแห่ง | ในปี 2568 โรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ที่เปิดมานานหลายสิบปีในกรุงเทพมหานครหลายแห่งประกาศเลิกกิจการ ด้วยเหตุผลเดียวกันคือจำนวนนักเรียนลดลงและรับภาระต้นทุนไม่ไหว | สภาองค์กรของผู้บริโภค | ทุติยภูมิ |
| แนวโน้มปี 2569 | มีการคาดการณ์ว่าจะมีโรงเรียนเอกชนเลิกกิจการอีกจำนวนหนึ่ง โดยระบุสาเหตุร่วมคือจำนวนเด็กลดลงและภาวะเศรษฐกิจ พร้อมปัญหาค่าเล่าเรียนค้างชำระ ขณะที่โรงเรียนนานาชาติกลับขยายตัวและมีแนวโน้มขยายออกนอกกรุงเทพมหานครมากขึ้น รวมถึงพื้นที่ภาคกลาง | รายงานพิเศษของ MGR Online | ทุติยภูมิ |
| ปัจจัยขับเคลื่อน | ในครึ่งปีแรกของปี 2568 มีเด็กเกิดเพียง 201,175 คน ลดลงร้อยละ 9.4 จากปีก่อน โครงสร้างประชากรที่หดตัวส่งผลให้หลายโรงเรียนต้องลดขนาดหรือปิดตัว | The Active | ทุติยภูมิ |

**การตีความ**

ปรากฏการณ์นี้ **ไม่ใช่ปัญหาของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นผลของแรงกดสองทางที่กระทำพร้อมกัน** คือจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงเชิงโครงสร้าง กับกำลังซื้อของผู้ปกครองที่อ่อนตัวลง ซึ่งทั้งสองปัจจัยอยู่นอกการควบคุมของสถานศึกษา

**ข้อมูลที่ต้องระวังเป็นพิเศษ** ตัวเลขจำนวนโรงเรียนที่ปิดและมูลค่าค่าเล่าเรียนค้างชำระ มาจากบทความรวบรวมและรายงานข่าว ไม่ใช่สถิติทางการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน **ห้ามนำตัวเลขเหล่านี้ไปใส่ในเอกสารราชการก่อนตรวจสอบกับ สช. โดยตรง** ในรายงานฉบับนี้ใช้เพื่อชี้ทิศทางของปรากฏการณ์เท่านั้น

**ผลต่อยุทธศาสตร์**

ความเสี่ยงที่แท้จริงต่อจังหวัดไม่ใช่ "โรงเรียนเอกชนขาดทุน" แต่คือ **ห่วงโซ่ผลกระทบต่อผู้เรียน** ดังนี้

```
เด็กเกิดน้อย + กำลังซื้อลด
        ↓
โรงเรียนเอกชนขาดสภาพคล่อง
        ↓
เลิกกิจการโดยแจ้งล่วงหน้าระยะสั้น
        ↓
นักเรียนต้องย้ายกลางปีการศึกษา  ←  จุดที่เด็กหลุดจากระบบ
        ↓
โรงเรียนรัฐในพื้นที่ต้องรับภาระเพิ่มโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า
        ↓
ครูและบุคลากรเอกชนตกงาน สูญเสียกำลังคนทางการศึกษาของจังหวัด
```

**จุดสำคัญที่สุดในห่วงโซ่นี้คือกล่องที่สี่** ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 เรื่องเด็กหลุดจากระบบ และเป็นเรื่องเดียวกับมติคณะรัฐมนตรี Thailand Zero Dropout

**ข้อจำกัด**

ยังไม่มีข้อมูลว่าสถานการณ์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นอย่างไร รุนแรงกว่าหรือน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ **ห้ามสันนิษฐานว่าจังหวัดเผชิญปัญหาเดียวกับกรุงเทพมหานคร** ต้องตรวจสอบด้วยข้อมูลจริงจากกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนของ ศธจ. เอง

---

### ข้อค้นพบที่ 3 กลไกระดับจังหวัดมีอยู่แล้ว ไม่ต้องตั้งใหม่

**หลักฐานสนับสนุน**

มีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ พ.ศ. 2563 กำหนดให้มีคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด (ปส.กช.) โดยจังหวัดทั่วไปมี **ศึกษาธิการจังหวัดเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ** และให้ **ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด** ทำหน้าที่ในคณะกรรมการดังกล่าว โดยคณะกรรมการมีหน้าที่ประสานและส่งเสริมการพัฒนาผู้บริหาร ครู และนักเรียนของโรงเรียนเอกชน

**การตีความ**

มาตรการที่จะเสนอทั้งหมดสามารถขับเคลื่อนผ่านกลไกที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเมื่อเทียบกับมาตรการอื่นในยุทธศาสตร์ที่ต้องรอการแต่งตั้งคณะทำงานข้ามสังกัด

**ข้อจำกัด**

ต้องตรวจสอบชื่อระเบียบฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบัน สถานะการแก้ไขเพิ่มเติม และองค์ประกอบคณะกรรมการที่แน่นอน จากราชกิจจานุเบกษา ก่อนอ้างอิงในเอกสารจริง **จัดเป็นประเด็นที่ต้องส่งฝ่ายกฎหมายตรวจสอบ**

---

### ข้อค้นพบที่ 4 กรอบกฎหมายเฉพาะที่ต้องเพิ่มเข้าบัญชีกฎหมายและแผน

พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 เป็นกฎหมายหลัก โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงการเสนอแนะนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนพัฒนาการศึกษาเอกชนต่อคณะกรรมการ และการส่งเสริมสนับสนุนด้านวิชาการ การประกันคุณภาพ การวิจัยและพัฒนาเพื่อประกันคุณภาพการศึกษาเอกชน

นอกจากนี้ยังมีกฎหมายลำดับรองอีกจำนวนมากที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่ กฎกระทรวงว่าด้วยการขอรับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนในระบบ พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 · กฎกระทรวงการขอรับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ พ.ศ. 2555 · กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับการประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน · ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดทำตราสารจัดตั้ง · ระเบียบและประกาศว่าด้วยการอุดหนุนและการสงเคราะห์

**นัยสำคัญ** ยุทธศาสตร์ฉบับนี้จะต้องมีบทวิเคราะห์กฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนอยู่ในส่วนที่ 5 ซึ่งร่างเดิมยังไม่มี

---

## ส่วนที่ 2: ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ 3 ทาง

ตามหลักการที่กำหนดไว้ในโครงการ เมื่อมีทางเลือกมากกว่าหนึ่งทาง ต้องเปรียบเทียบก่อนเสนอ

### ทางเลือก ก — สอดแทรกในทุกประเด็นยุทธศาสตร์ (Mainstreaming อย่างเดียว)

ระบุสถานศึกษาเอกชนเป็นกลุ่มเป้าหมายร่วมในมาตรการของประเด็นที่ 1–5 โดยไม่มีกลยุทธ์เฉพาะ

### ทางเลือก ข — ตั้งเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 6 แยกต่างหาก

เพิ่มประเด็นยุทธศาสตร์ว่าด้วยการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเป็นการเฉพาะ

### ทางเลือก ค — แบบผสม (สอดแทรกในทุกประเด็น + กลยุทธ์เฉพาะภายใต้ประเด็นที่ 5)

สอดแทรกตามทางเลือก ก ควบคู่กับการเพิ่มกลยุทธ์เฉพาะหนึ่งชุดภายใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 ว่าด้วยการเฝ้าระวังความยั่งยืนและการคุ้มครองผู้เรียน

### ตารางเปรียบเทียบ

| เกณฑ์ | ทางเลือก ก | ทางเลือก ข | **ทางเลือก ค** |
|---|---|---|---|
| **ผลกระทบต่อผู้เรียน** | ปานกลาง เพราะไม่มีมาตรการเจาะจงเรื่องความเสี่ยงเลิกกิจการ | สูง แต่เสี่ยงกลายเป็นแผนพัฒนาผู้ประกอบการมากกว่าแผนเพื่อผู้เรียน | **สูง เพราะครอบคลุมทั้งการพัฒนาคุณภาพและการคุ้มครองผู้เรียนกรณีวิกฤต** |
| **ความสอดคล้องกับโครงสร้างยุทธศาสตร์** | สูง ไม่กระทบโครงสร้าง | **ต่ำ ขัดหลักการที่ประกาศไว้เองว่าจัดโครงสร้างตามเส้นทางผู้เรียน ไม่ใช่ตามสังกัด** | สูง เพราะกลยุทธ์เฉพาะอยู่ภายใต้ประเด็นที่ 5 ซึ่งเป็นประเด็นว่าด้วยระบบและกลไกอยู่แล้ว |
| **ความเป็นไปได้ทางการเมืองใน กศจ.** | สูง | **ต่ำ เพราะสังกัดอื่นอาจเรียกร้องประเด็นของตนเองบ้าง จนยุทธศาสตร์แตกเป็นแผนรายสังกัด** | สูง เพราะกรอบเหตุผลคือการป้องกันความเสี่ยงของระบบ ไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษแก่สังกัดใด |
| **ความคุ้มค่า** | สูง ไม่ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่ม | ปานกลาง ต้องมีชุดตัวชี้วัดและกลไกเฉพาะทั้งชุด | สูง เพราะใช้กลไก ปส.กช. และข้อมูลใบอนุญาตที่ ศธจ. มีอยู่แล้ว |
| **ความเสมอภาค** | ปานกลาง | เสี่ยงถูกมองว่าให้น้ำหนักภาคเอกชนเกินสัดส่วน | **สูง เพราะออกแบบให้คุ้มครองผู้เรียนซึ่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อสถานศึกษาเลิกกิจการ** |
| **ความสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่** | สูง | สูง | สูง |
| **ความเสี่ยง** | เสี่ยงที่เรื่องนี้จะหายไปในทางปฏิบัติ เพราะไม่มีเจ้าภาพและตัวชี้วัดเฉพาะ | เสี่ยงถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางระหว่างรัฐกับเอกชน | ต่ำ |

### ข้อเสนอ

**เสนอทางเลือก ค** โดยมีเหตุผลสามประการ

หนึ่ง รักษาความสอดคล้องภายในของยุทธศาสตร์ เพราะเอกสารประกาศไว้ในส่วนที่ 4 ว่าจัดโครงสร้างตามเส้นทางชีวิตผู้เรียน มิใช่ตามโครงสร้างหน่วยงาน หากเพิ่มประเด็นที่ 6 ตามสังกัด จะทำให้หลักการที่ประกาศไว้ไม่เป็นจริง และเปิดช่องให้มีการเรียกร้องประเด็นรายสังกัดตามมา

สอง กรอบเหตุผลเรื่อง "การคุ้มครองผู้เรียนและป้องกันความเสี่ยงของระบบ" เป็นกรอบที่ กศจ. รับได้โดยไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องความเป็นกลาง ต่างจากกรอบ "การส่งเสริมการศึกษาเอกชน" เพียงอย่างเดียวซึ่งอาจถูกตั้งคำถาม

สาม ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด เพราะทั้งข้อมูลและกลไกมีอยู่แล้วในมือ ศธจ.

**หมายเหตุ** นี่เป็นข้อเสนอเชิงวิชาการ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นดุลพินิจของผู้บริหารและ กศจ.

---

## ส่วนที่ 3: การสอดแทรกในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1–4

| ประเด็นยุทธศาสตร์ | บทบาทของสถานศึกษาเอกชนที่ต้องระบุเพิ่ม | ฐานอำนาจ | ประเภทภารกิจ |
|---|---|---|---|
| **1. โอกาสและความเสมอภาค** | นับรวมผู้เรียนในสถานศึกษาเอกชนทุกแห่งเข้าในระบบเฝ้าระวังผู้เรียนรายบุคคลระดับตำบล ตั้งแต่วันแรก **ไม่ใช่เพิ่มทีหลัง** เพราะ ศธจ. มีอำนาจสั่งการโดยตรง จึงเป็นสังกัดที่ทำได้เร็วที่สุด | ข้อ 11(5) และ 11(10) | **1** |
| **2. คุณภาพการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน** | ให้สถานศึกษาเอกชนใช้เครื่องมือคัดกรองการอ่านชุดเดียวกับสถานศึกษารัฐ และรวมอยู่ในพื้นที่มุ่งเป้าการนิเทศตามเกณฑ์เดียวกัน โดยไม่แยกว่าเป็นสังกัดใด | ข้อ 11(7) และ 11(10) | **1** |
| **3. เส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น** | รวมโรงเรียนเอกชนนอกระบบ (สอนภาษา วิชาชีพ ศิลปะ กวดวิชา) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่เส้นทางการเรียนรู้ทางเลือกของจังหวัด และพิจารณาความเชื่อมโยงกับระบบสะสมหน่วยกิต | ข้อ 11(10) | 1–3 |
| **4. กำลังคนอยุธยา** | นับสถานศึกษาเอกชนประเภทอาชีวศึกษาและโรงเรียนนอกระบบสายวิชาชีพเข้าในกลไกสำรวจความต้องการกำลังคน และในความร่วมมือกับสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม | ข้อ 11(10) และ 11(11) | 2–3 |

**หลักการที่ต้องยึดตลอด** ใช้ **เกณฑ์เดียวกันกับสถานศึกษารัฐ** ทั้งในการคัดกรอง การจัดพื้นที่มุ่งเป้า และการรายงานผล การเขียนแยกเกณฑ์สำหรับเอกชนจะทำให้ยุทธศาสตร์ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางทันที

---

## ส่วนที่ 4: กลยุทธ์เฉพาะที่เสนอเพิ่ม

### กลยุทธ์ 5.3 ระบบเฝ้าระวังความยั่งยืนของสถานศึกษาเอกชน และแผนคุ้มครองผู้เรียนกรณีเปลี่ยนแปลงกิจการ

| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| **ปัญหาที่แก้** | เมื่อสถานศึกษาเอกชนประสบปัญหาจนต้องเลิกกิจการหรือลดขนาด ผู้เรียนต้องย้ายสถานศึกษาโดยไม่มีการเตรียมการ ซึ่งเป็นจุดที่เด็กหลุดจากระบบ และสถานศึกษาของรัฐในพื้นที่ต้องรับภาระโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า |
| **สาเหตุราก** | ไม่มีระบบสัญญาณเตือนล่วงหน้าระดับจังหวัด ทำให้ ศธจ. ทราบเรื่องเมื่อสถานศึกษายื่นขอเลิกกิจการแล้ว ซึ่งสายเกินกว่าจะวางแผนรองรับผู้เรียน |
| **กิจกรรมหลัก** | (1) จัดทำชุดตัวชี้วัดสัญญาณเตือนล่วงหน้ารายสถานศึกษาจากข้อมูลที่ ศธจ. มีอยู่แล้ว เช่น แนวโน้มจำนวนผู้เรียน 3–5 ปี อัตราการคงอยู่ของครู และสถานะการดำเนินกิจการ<br>(2) จัดกลุ่มสถานศึกษาเอกชนตามระดับความเสี่ยง และทบทวนปีละครั้งผ่านกลไก ปส.กช. จังหวัด<br>(3) จัดทำแนวปฏิบัติการคุ้มครองผู้เรียนกรณีเปลี่ยนแปลงหรือเลิกกิจการ ครอบคลุมระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า การส่งต่อเอกสารทางการศึกษา การจับคู่สถานศึกษารองรับในตำบลเดียวกัน และการดูแลครูและบุคลากร<br>(4) ประสานสถานศึกษาของรัฐในพื้นที่ให้เตรียมความจุรองรับล่วงหน้า<br>(5) จัดเวทีพัฒนาผู้บริหารและครูเอกชนร่วมกับ ปส.กช. ปีละไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง |
| **กลุ่มเป้าหมาย** | ผู้เรียนในสถานศึกษาเอกชนทุกแห่งในจังหวัด และครูกับบุคลากรของสถานศึกษาเอกชน |
| **พื้นที่เป้าหมาย** | ทั้ง 16 อำเภอ โดยให้ความสำคัญกับสถานศึกษาที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง |
| **เจ้าภาพหลัก** | ศธจ. กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน |
| **หน่วยงานร่วม** | ปส.กช. จังหวัด · สมาคมโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ · สพป. 2 เขต และ สพม. (ในฐานะสถานศึกษารองรับ) · สช. (ในฐานะเจ้าของกฎหมายและระบบข้อมูล) |
| **ประเภทภารกิจ** | **ประเภทที่ 1** สำหรับการเฝ้าระวังและการจัดทำแนวปฏิบัติ · **ประเภทที่ 2** สำหรับการประสานสถานศึกษารัฐรองรับ · **ประเภทที่ 4** สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต้องเสนอ สช. หรือกระทรวง เช่น การปรับหลักเกณฑ์การอุดหนุน |
| **ผลผลิต** | บัญชีความเสี่ยงสถานศึกษาเอกชนรายแห่งที่เป็นปัจจุบัน · แนวปฏิบัติการคุ้มครองผู้เรียนที่ ปส.กช. และ กศจ. เห็นชอบ |
| **ผลลัพธ์** | ไม่มีผู้เรียนหลุดจากระบบอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงกิจการของสถานศึกษา |
| **ทรัพยากร** | **【ตัวอย่างสมมติ】 3–5 ล้านบาทตลอด 5 ปี** ส่วนใหญ่เป็นค่าประชุมและการพัฒนาระบบข้อมูล เนื่องจากใช้กลไกและบุคลากรที่มีอยู่แล้ว |
| **ระยะเวลา** | จัดทำระบบและแนวปฏิบัติในปี 2571 · ใช้งานเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2572 |
| **ความเสี่ยง** | สถานศึกษาอาจไม่ให้ข้อมูลตามจริงเพราะเกรงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ปกครอง **จึงต้องออกแบบให้เป็นระบบสนับสนุน ไม่ใช่ระบบลงโทษ และกำหนดชั้นความลับของข้อมูลรายแห่งให้ชัด** **【ต้องวินิจฉัย】** ประเด็นการเปิดเผยข้อมูลสถานะกิจการต้องส่งฝ่ายกฎหมายตรวจสอบ |
| **การติดตามประเมินผล** | รายงานต่อ ปส.กช. จังหวัด ปีละ 1 ครั้ง และต่อ กศจ. ปีละ 1 ครั้ง |

---

## ส่วนที่ 5: ตัวชี้วัดที่เสนอเพิ่ม

| รหัส | ตัวชี้วัด | ประเภท | ค่าฐาน 2570 | เป้าหมาย 2575 |
|---|---|---|---|---|
| 5.3 | จำนวนผู้เรียนที่หลุดจากระบบอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหรือเลิกกิจการของสถานศึกษาเอกชน | ผลลัพธ์ | 【รอข้อมูล】 | 0 คน |
| 5.4 | สัดส่วนสถานศึกษาเอกชนที่ส่งข้อมูลเข้าระบบเฝ้าระวังครบตามรอบ | กระบวนการ | 0% | 【สมมติ】 100% |
| 5.5 | จำนวนสถานศึกษาเอกชนที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง | เตือนภัยล่วงหน้า | 【รอข้อมูล】 | เฝ้าระวัง ไม่ตั้งเป้าลด |
| 1.5 | สัดส่วนผู้เรียนในสถานศึกษาเอกชนที่อยู่ในระบบเฝ้าระวังผู้เรียนรายบุคคล | กระบวนการ | 0% | 【สมมติ】 100% ภายในปี 2572 |
| 2.4 | ช่องว่างผลการคัดกรองการอ่านระหว่างสถานศึกษารัฐกับเอกชน | ความเสมอภาค | 【รอข้อมูล】 | 【รอข้อมูล】 |

**ข้อสังเกตเชิงวิธีวิทยาเกี่ยวกับตัวชี้วัด 5.5** ตัวชี้วัดนี้ **ไม่ควรตั้งค่าเป้าหมายให้ลดลง** เพราะจำนวนสถานศึกษาที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงถูกกำหนดโดยปัจจัยประชากรและเศรษฐกิจซึ่งอยู่นอกการควบคุมของ ศธจ. การตั้งเป้าให้ลดลงจะสร้างแรงจูงใจที่ผิด คือจูงใจให้จัดกลุ่มความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง ตัวชี้วัดนี้จึงควรใช้เป็นตัวชี้วัดเฝ้าระวังเพื่อการบริหาร ไม่ใช่ตัวชี้วัดผลงาน

---

## ส่วนที่ 6: ตาราง RACI ที่เสนอเพิ่ม

| กลยุทธ์ | ศธจ. | ปส.กช. จังหวัด | สถานศึกษาเอกชน | สพป./สพม. | สช. | กศจ. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 5.3 ระบบเฝ้าระวังความยั่งยืนสถานศึกษาเอกชน | **A/R** | R | R | C | C | I |
| แนวปฏิบัติคุ้มครองผู้เรียนกรณีเลิกกิจการ | **A/R** | C | I | R | C | ผู้เห็นชอบ |
| การรวมผู้เรียนเอกชนในระบบเฝ้าระวังรายบุคคล (กลยุทธ์ 1.1) | **A/R** | I | R | R | I | I |

**ข้อสังเกต** สามแถวนี้เป็นแถวเดียวในทั้งยุทธศาสตร์ที่ ศธจ. เป็นทั้ง A และ R ได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องพึ่งความสมัครใจของสังกัดอื่น ซึ่งยืนยันข้อค้นพบที่ 1

---

## ส่วนที่ 7: ความเสี่ยงที่เสนอเพิ่มในแผนบริหารความเสี่ยง

| # | ความเสี่ยง | โอกาส | ผลกระทบ | มาตรการควบคุม | ผู้รับผิดชอบ |
|---|---|---|---|---|---|
| R9 | สถานศึกษาเอกชนในจังหวัดเลิกกิจการโดยแจ้งล่วงหน้าระยะสั้น ทำให้ผู้เรียนหลุดจากระบบและโรงเรียนรัฐรับภาระกะทันหัน | ปานกลาง–สูง | สูง | ระบบเฝ้าระวังตามกลยุทธ์ 5.3 และแนวปฏิบัติคุ้มครองผู้เรียน | ศธจ. กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน |
| R10 | ยุทธศาสตร์ถูกตั้งคำถามว่าเอื้อประโยชน์ภาคเอกชนเกินสัดส่วน | ปานกลาง | ปานกลาง | วางกรอบเหตุผลที่การคุ้มครองผู้เรียน ไม่ใช่การสนับสนุนผู้ประกอบการ · ใช้เกณฑ์คุณภาพและการนิเทศชุดเดียวกับสถานศึกษารัฐ · ไม่เสนอมาตรการทางการเงินที่เกินกรอบกฎหมายที่มีอยู่ | ศธจ. |
| R11 | สถานศึกษาเอกชนไม่ให้ข้อมูลตามจริง เพราะเกรงผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ปกครอง | สูง | ปานกลาง | ออกแบบเป็นระบบสนับสนุน ไม่ใช่ระบบลงโทษ · กำหนดชั้นความลับข้อมูลรายแห่ง · รายงานต่อ กศจ. เฉพาะภาพรวม ไม่ระบุรายชื่อ | ศธจ. + ฝ่ายกฎหมาย |

---

## ส่วนที่ 8: ช่องว่างข้อมูลเฉพาะเรื่อง

**ข้อได้เปรียบสำคัญ** ข้อมูลทั้งหมดต่อไปนี้ **อยู่ในความครอบครองของ ศธจ. เองอยู่แล้ว** เพราะ ศธจ. เป็นผู้ออกใบอนุญาตจัดตั้งและดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกิจการของโรงเรียนเอกชน จึงเป็นชุดข้อมูลที่ขอได้เร็วที่สุดในโครงการนี้ และควรเป็นชุดข้อมูลชุดแรกที่นำมาวิเคราะห์

| ลำดับ | ข้อมูลที่ต้องการ | หน่วยงาน | ความเร่งด่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | จำนวนโรงเรียนเอกชนในระบบและนอกระบบ จำแนกรายอำเภอ ประเภท และระดับที่เปิดสอน ย้อนหลัง 5 ปี | ศธจ. กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน | **สูงมาก** |
| 2 | จำนวนผู้เรียนในสถานศึกษาเอกชน จำแนกรายอำเภอ ระดับ และเพศ ย้อนหลัง 5 ปี | ศธจ. | **สูงมาก** |
| 3 | สถิติการขออนุญาตจัดตั้ง เปลี่ยนแปลงกิจการ และเลิกกิจการ ย้อนหลัง 5 ปี | ศธจ. | **สูงมาก** |
| 4 | สัดส่วนผู้เรียนเอกชนต่อผู้เรียนทั้งหมดของจังหวัด และแนวโน้ม | คำนวณจากข้อ 2 | สูง |
| 5 | จำนวนครูและบุคลากรในสถานศึกษาเอกชน และอัตราการคงอยู่ | ศธจ. | สูง |
| 6 | ผลการประเมินคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ของสถานศึกษาเอกชน เทียบกับค่าเฉลี่ยจังหวัด | ศธจ. + สทศ. | สูง |
| 7 | ข้อมูลนักเรียนยากจนและกลุ่มเปราะบางในสถานศึกษาเอกชน | ศธจ. + กสศ. | ปานกลาง |
| 8 | สถิติการปิดกิจการของโรงเรียนเอกชนระดับประเทศฉบับทางการ เพื่อใช้เปรียบเทียบกับจังหวัด | สช. | ปานกลาง |

**คำถามวิเคราะห์ที่ต้องตอบเมื่อได้ข้อมูล 4 ข้อ**

1. สัดส่วนผู้เรียนเอกชนต่อผู้เรียนทั้งจังหวัดเป็นเท่าใด และสูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
2. ผู้เรียนเอกชนกระจุกตัวในอำเภอใด และตรงกับกลุ่มอำเภอใดในการจำแนก 4 กลุ่มที่เสนอไว้
3. จำนวนผู้เรียนเอกชนหดตัวเร็วกว่าหรือช้ากว่าผู้เรียนในภาพรวมของจังหวัดที่ลดลงร้อยละ 4.2 ต่อปี
4. มีอำเภอใดที่หากโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งปิดตัว จะไม่มีสถานศึกษาอื่นรองรับในระยะเดินทางที่เหมาะสม

**ข้อควรระวังในการนำเสนอ** หากพบว่าผู้เรียนเอกชนกระจุกตัวในเขตเมืองและมีฐานะดีกว่าค่าเฉลี่ย ต้องรายงานตามจริง และต้องไม่ใช้ข้อค้นพบนั้นเป็นเหตุผลตัดสถานศึกษาเอกชนออกจากมาตรการด้านความเสมอภาค เพราะสถานศึกษาเอกชนจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะโรงเรียนการกุศลและโรงเรียนสอนศาสนา รับผู้เรียนกลุ่มเปราะบางในสัดส่วนสูง การใช้ค่าเฉลี่ยของทั้งภาคเอกชนจะปกปิดความแตกต่างภายในกลุ่ม ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดชนิดเดียวกับการใช้ค่าเฉลี่ยจังหวัดปกปิดความแตกต่างระหว่างอำเภอ

---

## ส่วนที่ 9: ผลต่อเอกสารที่ส่งมอบไปแล้ว

ตามหลักการบริหารความรู้ของโครงการที่ห้ามแก้ไขข้อสรุปเดิมอย่างเงียบ ๆ จึงระบุผลกระทบไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

| # | เอกสาร / ส่วน | สิ่งที่ต้องแก้ไข | เหตุผล |
|---|---|---|---|
| 1 | ร่างกรณีตัวอย่าง ส่วนที่ 5 บัญชีกฎหมายและแผน | เพิ่มพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 กฎกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และระเบียบว่าด้วย ปส.กช. | ปัจจุบันอยู่ในรายการ "ยังไม่ได้ตรวจสอบ" ทั้งที่เป็นกฎหมายหลักของภารกิจที่ ศธจ. มีอำนาจสูงสุด |
| 2 | ร่างกรณีตัวอย่าง ส่วนที่ 7 สถานการณ์การศึกษา | เพิ่มหัวข้อย่อยว่าด้วยสถานการณ์การศึกษาเอกชนของจังหวัด | ร่างเดิมไม่มีเลย ทั้งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ |
| 3 | ร่างกรณีตัวอย่าง ส่วนที่ 8 SWOT | เพิ่ม S5 ว่า ศธจ. มีอำนาจโดยตรงต่อสถานศึกษาเอกชน ซึ่งเป็นจุดแข็งเชิงอำนาจที่ใช้ได้ทันที และเพิ่ม T4 ว่าภาคเอกชนอยู่ในภาวะหดตัวเร็วผิดปกติ | ทั้งสองข้อมีหลักฐานรองรับแล้ว |
| 4 | ร่างกรณีตัวอย่าง ส่วนที่ 12 กลยุทธ์ | เพิ่มกลยุทธ์ 5.3 ตามส่วนที่ 4 ของรายงานนี้ และสอดแทรกบทบาทสถานศึกษาเอกชนในกลยุทธ์ 1.1, 2.1, 3.1 และ 4.1 | ตามทางเลือก ค |
| 5 | ร่างกรณีตัวอย่าง ส่วนที่ 14 ตัวชี้วัด | เพิ่มตัวชี้วัด 5 รายการตามส่วนที่ 5 | — |
| 6 | ร่างกรณีตัวอย่าง ส่วนที่ 15 RACI และส่วนที่ 16 ความเสี่ยง | เพิ่ม 3 แถว RACI และความเสี่ยง R9–R11 | — |
| 7 | เอกสารประกอบการบรรยาย บทที่ 2 | ปรับตารางเส้นแบ่งอำนาจ 3 กลุ่ม โดยแยก **สถานศึกษาเอกชน** ออกมาเป็นกลุ่มที่หนึ่งต่างหาก ซึ่ง ศธจ. มีอำนาจดำเนินการโดยตรง ไม่ใช่รวมอยู่ในกลุ่ม "ในสังกัด ศธ." ที่ ศธจ. เพียงกำกับติดตาม | **นี่เป็นการแก้ไขความไม่แม่นยำในเอกสารเดิม** ซึ่งอาจทำให้คณะทำงานประเมินอำนาจของตนต่ำกว่าความเป็นจริง |

**ข้อ 7 เป็นการแก้ไขที่สำคัญที่สุด** เอกสารประกอบการบรรยายฉบับปัจจุบันจัดสถานศึกษาเอกชนไว้ในกลุ่ม "ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ" ซึ่งระบุว่า ศธจ. "กำกับ ติดตาม เร่งรัด ประเมินผลได้" ถ้อยคำนี้ไม่ผิด แต่ **ต่ำกว่าความเป็นจริง** เพราะ ศธจ. ทำได้มากกว่านั้นมาก คือออกใบอนุญาต ดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกิจการ การอุดหนุนและสงเคราะห์ และการพัฒนาบุคลากร หากไม่แก้ไข คณะทำงานอาจไม่เสนอมาตรการที่ตนมีอำนาจทำได้จริง

---

## ส่วนที่ 10: สรุป ข้อจำกัด และขั้นตอนถัดไป

**สิ่งที่ดำเนินการแล้ว** ตรวจสอบฐานอำนาจของ ศธจ. ต่อสถานศึกษาเอกชน · ตรวจสอบสถานการณ์ภาคการศึกษาเอกชนระดับประเทศ · ตรวจสอบกลไก ปส.กช. · เสนอทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ 3 ทางพร้อมการเปรียบเทียบ 7 เกณฑ์ · ยกร่างกลยุทธ์ ตัวชี้วัด RACI และความเสี่ยงที่เสนอเพิ่ม · ระบุผลกระทบต่อเอกสารเดิม 7 จุด

**ข้อจำกัดที่ต้องเปิดเผย**

1. **ไม่มีข้อมูลการศึกษาเอกชนของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแม้แต่ตัวเลขเดียว** การวิเคราะห์ทั้งหมดจึงอยู่บนฐานอำนาจตามกฎหมายและแนวโน้มระดับประเทศ ยังไม่ได้ยืนยันด้วยสถานการณ์จริงของจังหวัด
2. ข้อมูลสถานการณ์ระดับประเทศมาจากรายงานข่าวและบทความรวบรวม ไม่ใช่สถิติทางการของ สช. **ห้ามนำตัวเลขไปใส่ในเอกสารราชการก่อนตรวจสอบ**
3. ยังไม่ได้ตรวจสอบตัวบทพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนและระเบียบ ปส.กช. จากราชกิจจานุเบกษาโดยตรง
4. ยังไม่ได้ตรวจสอบหลักเกณฑ์การอุดหนุนรายบุคคลฉบับปัจจุบัน ซึ่งจำเป็นหากจะเสนอมาตรการทางการเงินใด ๆ

**ประเด็นที่ต้องให้ผู้ว่าจ้างตัดสินใจ**

1. เลือกทางเลือก ก ข หรือ ค (ที่ปรึกษาเสนอทางเลือก ค)
2. ยืนยันหรือไม่ว่าจะให้แก้ไขเอกสารเดิมทั้ง 7 จุดตามส่วนที่ 9
3. ท่าทีต่อการเปิดเผยข้อมูลสถานะกิจการของสถานศึกษาเอกชนรายแห่ง ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวและต้องให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณา

**ขั้นตอนถัดไปที่ทำได้ทันที** ขอชุดข้อมูล 8 รายการตามส่วนที่ 8 จากกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนของ ศธจ. เอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่หน่วยงานถือครองอยู่แล้วและไม่ต้องประสานหน่วยงานภายนอก จึงน่าจะเป็นชุดข้อมูลชุดแรกของทั้งโครงการที่วิเคราะห์ได้จริง

---

## แหล่งอ้างอิงที่ใช้ในรายงานฉบับนี้

1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 ข้อ 11 (10)
2. ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงานภายในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ลงวันที่ 28 เมษายน 2566 (หน้าที่และอำนาจของกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน) — ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดหลายแห่งที่เผยแพร่ประกาศฉบับเดียวกัน
3. พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 — สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และเว็บไซต์กระทรวงศึกษาธิการ
4. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด ประกาศในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2563
5. สภาองค์กรของผู้บริโภค รายงานสถานการณ์การปิดตัวของโรงเรียน
6. MGR Online รายงานพิเศษว่าด้วยแนวโน้มการเลิกกิจการของโรงเรียนเอกชน
7. Eduzones บทความรวบรวมข้อมูลสถานการณ์โรงเรียนเอกชนและโรงเรียนที่ปิดตัว
8. The Active รายงานว่าด้วยอัตราการเกิดและผลต่อระบบการศึกษา

⚠️ รายการที่ 1–4 ยังไม่ได้ตรวจทานกับราชกิจจานุเบกษา · รายการที่ 5–8 เป็นแหล่งทุติยภูมิ ใช้เพื่อชี้ทิศทางของปรากฏการณ์เท่านั้น ไม่ใช้เป็นฐานของตัวเลขในเอกสารราชการ

---

*รายงานวิเคราะห์เพิ่มเติม จัดทำเมื่อ 31 สิงหาคม 2569*
