ฐานข้อมูล

Fact Base ฉบับที่ 3 ข้อมูลรายอำเภอ อนุกรมเวลา 5 ปี และการคาดการณ์ประชากรวัยเรียน

การศึกษารายอำเภอครบ 16 อำเภอ อนุกรมเวลา และการคาดการณ์จากรุ่นที่เกิดแล้ว

กลับไปหน้าเอกสาร ดาวน์โหลด Markdown ดาวน์โหลด Word

⚠️ หมายเหตุการแก้ไขภายหลัง ตัวเลขเยาวชนอายุ 15–17 ปีที่ไม่อยู่ในระบบ ซึ่งรายงานฉบับนี้คำนวณไว้ที่ประมาณ 13,715 คน ต้องเปลี่ยนเป็นช่วง 6,600–13,700 คน เพราะแผนพัฒนาจังหวัดระบุอัตราการเข้าเรียนมัธยมปลายและอาชีวศึกษาไว้ที่ร้อยละ 76.39 ขณะที่แผน ศธจ. ระบุร้อยละ 51.17 ต่างกัน 25 จุด ดู Fact Base ฉบับที่ 5 ส่วนที่ 3.1

เอกสารที่ใช้วิเคราะห์: 3 ฉบับที่ผู้ว่าจ้างส่งมอบเพิ่มเติม วันตัดยอดข้อมูล: 31 สิงหาคม 2569 สถานะ: ปิดช่องว่างข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดของโครงการได้แล้ว


บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

ไฟล์ทั้งสามฉบับที่ส่งมาเปลี่ยนสถานะของโครงการอย่างมีนัยสำคัญที่สุดในทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะปิดช่องว่างข้อมูลที่ผมระบุไว้ว่า "ใหญ่ที่สุดของโครงการนี้" ได้แล้ว 2 รายการจาก 3 รายการ

ช่องว่างที่เคยระบุไว้ สถานะเดิม สถานะใหม่
ไม่มีข้อมูลจำแนกรายอำเภอเลย สูงมาก ปิดได้ มีข้อมูลนักเรียน โรงเรียน ห้องเรียน ครู อัตราส่วน และสาเหตุการออกกลางคัน จำแนกรายอำเภอครบ 16 อำเภอ
ข้อมูลมีเพียง 2 ปี ต่ำกว่ามาตรฐาน 3–5 ปี สูง ปิดได้ มีอนุกรมเวลานักเรียน 5 ปี (2563–2567) และการออกกลางคัน 10 ปี (2558–2567)
ไม่สามารถคาดการณ์จำนวนผู้เรียน สูง ปิดได้ ข้อมูลประชากรรายอายุปีเดียว ณ มกราคม 2569 ทำให้คาดการณ์จากรุ่นที่เกิดแล้วได้ถึงปี 2575
ยังไม่มีผลสัมฤทธิ์รายโรงเรียน สูง ยังเปิดอยู่
ยังไม่มีข้อมูลความต้องการกำลังคน สูง ยังเปิดอยู่บางส่วน มีข้อมูลผู้มีงานทำจำแนกอุตสาหกรรมและระดับการศึกษาแล้ว

ผลที่ตามมา ตัวเลขที่กำกับด้วย สมมติ ในร่างยุทธศาสตร์ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะการจำแนกกลุ่มอำเภอและการคาดการณ์จำนวนผู้เรียน ซึ่งเปลี่ยนจากสมมติฐานเป็นข้อมูลจริงได้ทั้งสองรายการ

แต่พร้อมกันนั้นพบความขัดแย้งของข้อมูลที่ร้ายแรงกว่าทุกครั้งที่พบมา คือค่าฐานการออกกลางคันในแผนของ ศธจ. ระบุ 1,181 คน ขณะที่รายงานสถิติจังหวัดระบุ 110 คน ต่างกัน 10.7 เท่า ประเด็นนี้ต้องหาข้อยุติก่อนใช้ตัวชี้วัดใดที่เกี่ยวข้อง


ส่วนที่ 1: บัญชีเอกสารที่ใช้

# เอกสาร ผู้จัดทำ ข้อมูล ณ คุณภาพ
E4 รายงานสถิติจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2568 (Provincial Statistical Report 2025) ISSN 1905-8314 สำนักงานสถิติจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปีการศึกษา 2567 และปี 2567 ดีมาก เป็นสถิติทางการที่ระบุแหล่งที่มาท้ายทุกตาราง
E5 ข้อมูลประชากรจำแนกรายอายุ รายจังหวัด (ปีเดือน 6901) กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มกราคม 2569 ดีมาก ข้อมูลทะเบียนราษฎรรายอายุปีเดียว 0–99 ปี แยกเพศ
E6 สถิติประชากรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2565 (อินโฟกราฟิก) สำนักงานสถิติจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปี 2565 ดี แต่เป็นข้อมูลปี 2565

⚠️ ข้อสังเกตที่ต้องบันทึกไว้ ในเอกสาร E6 หน้าประชากร มีข้อความว่า "จังหวัดกาญจนบุรี มีประชากรทั้งสิ้น 820,417 คน" ทั้งที่เป็นเอกสารของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและตัวเลข 820,417 ตรงกับประชากรอยุธยาปี 2565 จริง เป็นข้อผิดพลาดในการพิมพ์ชื่อจังหวัด ไม่กระทบตัวเลข แต่แสดงว่าเอกสารอินโฟกราฟิกควรตรวจสอบซ้ำก่อนอ้างอิง


ส่วนที่ 2: ข้อมูลการศึกษารายอำเภอ — ข้อค้นพบหลักของรายงานฉบับนี้

2.1 ตารางรวม

ข้อมูลปีการศึกษา 2567 จากตารางที่ 3.1 และ 3.8 ของรายงานสถิติจังหวัด

อำเภอ โรงเรียนรวม โรงเรียนเอกชน นักเรียนรวม นักเรียนเอกชน สัดส่วนเอกชน นักเรียนต่อห้องเรียน นักเรียนต่อครู
พระนครศรีอยุธยา 55 12 33,237 8,853 26.6% 28 : 1 18 : 1
ท่าเรือ 29 3 7,007 1,883 26.9% 15 : 1 17 : 1
นครหลวง 18 0 3,582 0 0.0% 20 : 1 12 : 1
บางไทร 28 2 5,981 1,239 20.7% 18 : 1 17 : 1
บางบาล 22 0 2,263 0 0.0% 11 : 1 12 : 1
บางปะอิน 42 7 16,686 5,213 31.2% 24 : 1 17 : 1
บางปะหัน 27 0 3,912 0 0.0% 15 : 1 13 : 1
ผักไห่ 23 2 3,564 645 18.1% 16 : 1 12 : 1
ภาชี 19 1 4,279 405 9.5% 21 : 1 15 : 1
ลาดบัวหลวง 26 0 4,250 0 0.0% 16 : 1 11 : 1
วังน้อย 31 2 10,998 583 5.3% 25 : 1 17 : 1
เสนา 40 4 10,209 2,974 29.1% 21 : 1 16 : 1
บางซ้าย 17 0 2,047 0 0.0% 12 : 1 12 : 1
อุทัย 29 1 5,127 131 2.6% 18 : 1 15 : 1
มหาราช 12 0 1,273 0 0.0% 11 : 1 9 : 1
บ้านแพรก 8 0 708 0 0.0% 11 : 1 11 : 1
รวม 426 34 115,123 21,926 19.0% 21 : 1 16 : 1

หมายเหตุเรื่องความต่างของตัวเลขเอกชน รายงานสถิติจังหวัดระบุโรงเรียนเอกชน 34 แห่ง ผู้เรียน 21,926 คน (ปีการศึกษา 2567) ขณะที่แผนปฏิบัติราชการของ ศธจ. ระบุ 35 แห่ง ผู้เรียน 20,863 คน (ณ 10 มิถุนายน 2568) ทั้งสองชุดสอดคล้องกันในทิศทาง คือผู้เรียนลดลง และความต่างของจำนวนโรงเรียน 1 แห่งน่าจะเกิดจากนิยามหรือช่วงเวลา

หมายเหตุเรื่องสัดส่วน 19.0% เทียบกับ 16.6% สองตัวเลขนี้ถูกทั้งคู่ แต่ใช้ตัวส่วนต่างกัน สัดส่วน 19.0% คิดจากฐานนักเรียนในโรงเรียน 115,123 คน ส่วน 16.6% คิดจากฐานผู้เรียนทุกประเภท 148,373 คน ซึ่งรวมศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อุดมศึกษา อาชีวศึกษา และ สกร. เมื่ออ้างอิงต้องระบุตัวส่วนกำกับทุกครั้ง

2.2 📌 ข้อค้นพบที่ 1 การศึกษาเอกชนกระจุกตัวสุดขั้ว และเปลี่ยนรูปความเสี่ยงทั้งหมด

หลักฐาน

ข้อค้นพบ ตัวเลข
ผู้เรียนเอกชนใน 2 อำเภอ คือ พระนครศรีอยุธยาและบางปะอิน 14,066 คน คิดเป็น ร้อยละ 64.2 ของผู้เรียนเอกชนทั้งจังหวัด
อำเภอที่ ไม่มีโรงเรียนเอกชนเลยแม้แห่งเดียว 7 อำเภอ คือ นครหลวง บางบาล บางปะหัน ลาดบัวหลวง บางซ้าย มหาราช บ้านแพรก
อำเภอที่มีสัดส่วนเอกชนสูงสุด บางปะอิน ร้อยละ 31.2
อำเภอที่มีโรงเรียนเอกชนแต่สัดส่วนต่ำสุด อุทัย ร้อยละ 2.6

การตีความ — ข้อนี้เปลี่ยนการออกแบบกลยุทธ์ 5.3 อย่างมีนัยสำคัญ

ในรายงานฉบับก่อนหน้า ผมออกแบบกลยุทธ์การวางแผนรองรับผู้เรียนภาคเอกชนโดยใช้ บัญชีรายตำบลครอบคลุมทั้ง 16 อำเภอ ข้อมูลใหม่แสดงว่าการออกแบบนั้นกระจายทรัพยากรผิดที่ เพราะ

  1. 7 อำเภอไม่มีความเสี่ยงนี้เลย จึงไม่ต้องจัดทำบัญชีรองรับ
  2. ความเสี่ยงกระจุกตัวใน 2 อำเภอ ซึ่งเป็นเขตเมืองและเขตอุตสาหกรรมที่มีสถานศึกษาของรัฐหนาแน่นอยู่แล้ว ความจุรองรับจึงน่าจะมีมากกว่าที่คาด
  3. อำเภอที่ควรเฝ้าระวังที่สุดกลับเป็นอำเภอที่มีโรงเรียนเอกชนน้อยแห่งแต่สัดส่วนผู้เรียนสูง เช่น ท่าเรือ ที่มีเพียง 3 แห่ง แต่รับผู้เรียนร้อยละ 26.9 ของอำเภอ หมายความว่าโรงเรียนเฉลี่ย 628 คนต่อแห่ง หากปิดหนึ่งแห่ง ผลกระทบต่ออำเภอนั้นรุนแรงกว่าอำเภอที่มีหลายแห่ง

ข้อเสนอปรับกลยุทธ์ 5.3 เปลี่ยนจากบัญชีรายตำบลทั้งจังหวัด เป็น บัญชีเฉพาะ 9 อำเภอที่มีสถานศึกษาเอกชน โดยจัดลำดับความสำคัญตามอัตราส่วนผู้เรียนต่อจำนวนสถานศึกษาในอำเภอ ไม่ใช่ตามจำนวนสถานศึกษา ซึ่งจะลดภาระของบุคลากร 4 คนลงอย่างมาก และมุ่งไปที่จุดเสี่ยงจริง

2.3 📌 ข้อค้นพบที่ 2 ช่องว่างขนาดสถานศึกษาระหว่างอำเภอกว้างถึง 2.5 เท่า

หลักฐาน อัตราส่วนนักเรียนต่อห้องเรียนอยู่ระหว่าง 11 : 1 (บางบาล มหาราช บ้านแพรก) ถึง 28 : 1 (พระนครศรีอยุธยา) ส่วนอัตราส่วนนักเรียนต่อครูอยู่ระหว่าง 9 : 1 (มหาราช) ถึง 18 : 1 (พระนครศรีอยุธยา)

การตีความ นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ที่โครงการนี้ค้นหามาตั้งแต่ต้น แต่ต้องตีความอย่างระมัดระวังสองประการ

ประการแรก อัตราส่วนต่ำไม่ได้แปลว่าคุณภาพดี อำเภอมหาราชมีนักเรียน 9 คนต่อครู 1 คน ซึ่งฟังดูเหมือนได้รับการดูแลใกล้ชิด แต่ในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก มักหมายถึงโรงเรียนที่มีครูไม่ครบทุกสาระวิชา ครูหนึ่งคนต้องสอนหลายวิชาและหลายชั้น ซึ่งเป็นปัญหาคุณภาพ ไม่ใช่ข้อดี

ประการที่สอง ค่าเฉลี่ยจังหวัด 21 : 1 ปิดบังทั้งสองปลาย ทั้งความแออัดในเขตเมืองและความเล็กเกินขนาดในเขตเกษตร การใช้ค่าเฉลี่ยจังหวัดเป็นค่าฐานตัวชี้วัดจะทำให้มาตรการไม่ตอบโจทย์ทั้งสองกลุ่ม

2.4 การจำแนกกลุ่มอำเภอ — จากสมมติฐานเป็นข้อมูลจริง

การจำแนกกลุ่มอำเภอ 4 กลุ่มที่เสนอไว้เดิมเป็น สมมติ ตอนนี้ตรวจสอบได้แล้วด้วยอัตราการเติบโตของประชากร 5 ปี จากตารางที่ 1.1

กลุ่ม อำเภอ อัตราการเติบโตประชากรปี 2567 ผลการตรวจสอบสมมติฐาน
ข. เขตอุตสาหกรรม บางปะอิน +1.15% · วังน้อย +1.29% · อุทัย +0.69% เติบโต ✅ ยืนยัน เป็นเพียงสามอำเภอในจังหวัดที่ประชากรเพิ่มขึ้น
ก. เขตเมืองและมรดกโลก พระนครศรีอยุธยา −0.20% ทรงตัวถึงลดเล็กน้อย ✅ ยืนยัน
ค. เขตเกษตรและเสี่ยงอุทกภัย ผักไห่ −0.95% · เสนา −0.60% · บางบาล −0.42% · บางไทร −0.47% หดตัวเร็วที่สุด ✅ ยืนยัน ผักไห่หดตัวเร็วที่สุดในจังหวัด
ง. เขตกึ่งเมืองกึ่งชนบท บ้านแพรก −0.86% · บางซ้าย −0.66% · ท่าเรือ −0.57% · มหาราช −0.55% หดตัวเร็ว ⚠️ ต้องแก้ไข กลุ่มนี้หดตัวเร็วกว่าที่สมมติไว้ ควรแยกอำเภอขนาดเล็กมากออกเป็นกลุ่มเฉพาะ

ข้อเสนอแก้ไขการจำแนก เพิ่มกลุ่มที่ 5 คือ "อำเภอขนาดเล็กที่หดตัวเร็ว" ได้แก่ บ้านแพรก มหาราช บางซ้าย ซึ่งมีลักษณะร่วมสามประการคือ ประชากรน้อยกว่า 25,000 คน หดตัวเกินร้อยละ 0.5 ต่อปี และมีนักเรียนต่อห้องเรียนเพียง 11–12 คน กลุ่มนี้ต้องการมาตรการบริหารทรัพยากรร่วมมากกว่ามาตรการคุณภาพทั่วไป


ส่วนที่ 3: ⚠️ ความขัดแย้งของข้อมูลที่ร้ายแรงที่สุดที่พบในโครงการนี้

3.1 ข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกัน

แหล่ง ตัวเลขการออกกลางคัน ปี
แผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฉบับทบทวน 2568 ตัวชี้วัดประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 (ค่าฐาน) 1,181 คน ไม่ระบุปีฐานชัดเจน
รายงานสถิติจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2568 ตารางที่ 3.11 110 คน ปีการศึกษา 2567
ส่วนต่าง 10.7 เท่า

3.2 อนุกรมเวลาการออกกลางคัน 10 ปี จากตารางที่ 3.11

ปีการศึกษา 2558 2559 2560 2561 2562 2563 2564 2565 2566 2567
จำนวน (คน) 37 37 68 91 96 183 157 240 154 110

ข้อสังเกต ไม่มีปีใดในสิบปีที่ใกล้เคียง 1,181 คน ปีที่สูงที่สุดคือ 2565 ที่ 240 คน ซึ่งยังต่ำกว่าค่าฐานในแผนถึง 5 เท่า

3.3 สมมติฐานสามข้อที่อธิบายความขัดแย้งนี้ได้

สมมติฐานที่หนึ่ง นิยามต่างกัน ตัวเลข 110 คน คือ "นักเรียนที่ออกกลางคัน" ตามระบบรายงานของสถานศึกษา ซึ่งนับเฉพาะผู้ที่ออกโดยไม่ย้ายไปสถานศึกษาอื่นและมีการรายงานเป็นทางการ ส่วนตัวเลข 1,181 คน อาจเป็น "เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา" ซึ่งเป็นนิยามที่กว้างกว่ามาก และเป็นนิยามที่ใช้ในมาตรการ Thailand Zero Dropout

สมมติฐานที่สอง ครอบคลุมช่วงวัยต่างกัน ตัวเลข 110 คน นับเฉพาะผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วออกไป ส่วน 1,181 คน อาจรวมผู้ที่ไม่เคยเข้าระบบ หรือรวมช่วงอายุ 3–18 ปีทั้งหมด

สมมติฐานที่สาม เป็นตัวเลขสะสมหลายปี 1,181 คน อาจเป็นยอดสะสมของหลายปีการศึกษา ไม่ใช่ตัวเลขรายปี

3.4 ผลต่อยุทธศาสตร์ และสิ่งที่ต้องทำ

ผลกระทบร้ายแรง ตัวชี้วัดในแผนฉบับเดิมกำหนดค่าฐาน 1,181 คน และเป้าหมายปี 2570 ที่ 800 คน หากค่าฐานที่ถูกต้องคือ 110 คน แปลว่า แผนตั้งเป้าให้ตัวเลขเพิ่มขึ้นเกือบ 8 เท่า ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงกว่าข้อบกพร่องที่ผมรายงานไว้ก่อนหน้าเรื่องเป้าหมายต่ำกว่าค่าฐาน

สิ่งที่ต้องทำก่อนใช้ตัวชี้วัดนี้

  1. ขอคำนิยามและวิธีนับของตัวเลข 1,181 คน จากผู้จัดทำแผนฉบับเดิม
  2. ขอคำนิยามของตัวเลข 110 คน จากสำนักงานสถิติจังหวัดหรือ สพป./สพม. ที่เป็นเจ้าของข้อมูล
  3. หากพบว่าเป็นสองนิยามที่ต่างกันจริง ต้องแยกเป็นสองตัวชี้วัด คือ อัตราการออกกลางคัน และ จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบ พร้อมค่าฐานของแต่ละตัว
  4. ห้ามใช้ค่าฐานใดค่าหนึ่งโดยไม่อธิบายความขัดแย้งนี้ในเอกสาร เพราะจะเป็นการปกปิดข้อมูลที่ขัดแย้งกับข้อสรุป ซึ่งเป็นข้อห้ามข้อที่ 8 ในบทที่ 11 ของเอกสารประกอบการบรรยาย

3.5 📌 ข้อค้นพบที่ 3 สาเหตุการออกกลางคันอันดับหนึ่งยืนยันสมมติฐานเรื่องแรงงานเคลื่อนย้าย

จากตารางที่ 3.12 สาเหตุการออกกลางคันปีการศึกษา 2567 จำนวน 110 คน

สาเหตุ จำนวน (คน) สัดส่วน
อพยพตามครอบครัว 77 ร้อยละ 70.0
มีปัญหาครอบครัว 13 ร้อยละ 11.8
มีปัญหาการปรับตัว 10 ร้อยละ 9.1
กรณีอื่น ๆ 6 ร้อยละ 5.5
ฐานะยากจน 2 ร้อยละ 1.8
หาเลี้ยงครอบครัว 2 ร้อยละ 1.8
สมรส · ต้องคดี · เจ็บป่วย 0 ร้อยละ 0

การตีความ — นี่คือการยืนยันสมมติฐานที่สำคัญที่สุดของโครงการด้วยข้อมูลจริง

ตั้งแต่รายงานฉบับแรก ผมตั้งสมมติฐานว่าบริบทเฉพาะของอยุธยาคือการมีแรงงานเคลื่อนย้ายในภาคอุตสาหกรรมจำนวนมาก และบุตรของแรงงานกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดจากระบบ ข้อมูลนี้ยืนยันว่าสมมติฐานถูกต้อง และรุนแรงกว่าที่คาด เพราะการอพยพตามครอบครัวเป็นสาเหตุถึงร้อยละ 70 ของการออกกลางคันทั้งหมด ขณะที่ฐานะยากจนซึ่งมักถูกสันนิษฐานว่าเป็นสาเหตุหลัก มีเพียงร้อยละ 1.8

รายอำเภอ อำเภอที่มีการออกกลางคันจากการอพยพมากที่สุดคือ พระนครศรีอยุธยา 22 คน บางปะอิน 11 คน วังน้อย 10 คน ทั้งสามอำเภอเป็นเขตอุตสาหกรรมและเขตเมืองตามการจำแนกกลุ่มอำเภอ ซึ่งยืนยันความสอดคล้องของการวิเคราะห์อีกชั้นหนึ่ง

ผลต่อยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนมาก มาตรการหลักของประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 ต้องเป็น ระบบส่งต่อข้อมูลผู้เรียนข้ามสถานศึกษาและข้ามจังหวัด ไม่ใช่มาตรการช่วยเหลือด้านการเงินเป็นหลัก เพราะสาเหตุอันดับหนึ่งไม่ใช่ความยากจน แต่เป็นการเคลื่อนย้ายที่ระบบตามไม่ทัน


ส่วนที่ 4: อนุกรมเวลา 5 ปี — ปิดช่องว่างมาตรฐานข้อมูล

4.1 จำนวนนักเรียนและครู 5 ปี จากตารางที่ 7.4

ปี 2563 2564 2565 2566 2567 เปลี่ยนแปลงรวม
นักเรียนรวม 123,115 120,751 120,626 120,206 115,123 −6.5%
ก่อนประถมศึกษา 21,291 20,085 19,688 20,029 18,672 −12.3%
ประถมศึกษา 60,858 59,841 59,357 58,548 55,134 −9.4%
มัธยมศึกษาตอนต้น 27,886 27,885 27,966 27,801 26,870 −3.6%
มัธยมศึกษาตอนปลาย 13,080 12,940 13,615 13,828 14,447 +10.5%
ครู 7,259 6,820 6,948 7,862 7,358 +1.4%

4.2 📌 ข้อค้นพบที่ 4 การหดตัวไม่เท่ากันทุกระดับ และมัธยมปลายสวนทาง

การตีความ รูปแบบนี้มีเหตุผลรองรับสองชั้น

ชั้นที่หนึ่ง คลื่นประชากร การหดตัวรุนแรงที่สุดในระดับก่อนประถมและประถม ซึ่งเป็นระดับที่รับผลจากอัตราการเกิดที่ลดลงก่อน ส่วนมัธยมต้นยังไม่รับผลเต็มที่ และมัธยมปลายยังไม่รับผลเลย เพราะเด็กที่เรียนอยู่เกิดเมื่อ 15–18 ปีก่อน ซึ่งเป็นรุ่นที่ใหญ่กว่า

ชั้นที่สอง อัตราการเรียนต่อที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.5 ของมัธยมปลาย เกิดขึ้นในช่วงที่ประชากรวัยนั้นไม่ได้เพิ่ม จึงตีความได้ว่า สัดส่วนของเยาวชนที่เรียนต่อมัธยมปลายเพิ่มขึ้นจริง ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ควรบันทึกไว้ และสอดคล้องกับค่าฐานตัวชี้วัดในแผนที่ระบุร้อยละ 51.17 ของประชากรอายุ 15–17 ปี

⚠️ แต่ต้องระวังการตีความเกินข้อมูล ตัวเลขนี้ยังอธิบายได้ด้วยเหตุอื่น เช่น การย้ายเข้ามาเรียนของนักเรียนจากจังหวัดข้างเคียง หรือการเปลี่ยนแปลงของจำนวนโรงเรียนที่เปิดสอนระดับมัธยมปลาย จึงยังไม่สรุปเป็นข้อยุติ

ผลต่อยุทธศาสตร์ การวางแผนทรัพยากรต้องแยกตามระดับ ไม่ใช่ปรับลดทั้งระบบเท่ากัน เพราะแรงกดจะเดินทางจากระดับล่างขึ้นบนตามเวลา ระดับประถมต้องวางแผนบริหารทรัพยากรร่วมทันที ขณะที่ระดับมัธยมปลายยังมีเวลาอีก 5–8 ปีก่อนจะรับแรงกดเต็มที่

4.3 ตัวเลขครูยังยืนยันปัญหาคุณภาพข้อมูล

จำนวนครู 5 ปีเคลื่อนไหวแบบ 7,259 → 6,820 → 6,948 → 7,862 → 7,358 คือลดลง แล้วเพิ่มขึ้น 914 คนในปีเดียว แล้วลดลงอีก 504 คน ความผันผวนแบบนี้ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของจำนวนนักเรียนที่ลดลงต่อเนื่อง จึงยืนยันข้อสังเกตเดิมว่าตัวเลขครูมีปัญหาด้านนิยามหรือขอบเขตการจัดเก็บ ห้ามใช้ตัวเลขครูเป็นค่าฐานตัวชี้วัดจนกว่าจะตรวจสอบเสร็จ

4.4 อัตราการเกิดและการตาย 5 ปี จากตารางที่ 1.5

ปี 2563 2564 2565 2566 2567
เกิดมีชีพ (คน) 6,537 5,708 5,423 5,503 5,223
ตาย (คน) 6,942 7,126 8,488 7,846 7,464
อัตราเกิดต่อประชากรพันคน 8.0 7.0 6.6 6.7 6.4
อัตราตายต่อประชากรพันคน 8.5 8.7 10.3 9.6 9.3

ข้อค้นพบ เด็กเกิดใหม่ลดลงร้อยละ 20.1 ในห้าปี และจำนวนการตายสูงกว่าการเกิดทุกปีตลอดห้าปี ประชากรของจังหวัดจึงหดตัวตามธรรมชาติแล้ว การที่ประชากรรวมยังทรงตัวที่ราว 822,000 คน เกิดจากการย้ายเข้าที่มากกว่าย้ายออก ซึ่งกระจุกตัวในสามอำเภอเขตอุตสาหกรรม


ส่วนที่ 5: การคาดการณ์ประชากรวัยเรียนจากรุ่นที่เกิดแล้ว

5.1 วิธีการและสมมติฐาน

ข้อมูลประชากรรายอายุปีเดียว ณ มกราคม 2569 ทำให้คาดการณ์จำนวนประชากรวัยเรียนได้ถึงปี 2575 โดยไม่ต้องสร้างตัวเลขใดขึ้นใหม่ เพราะเด็กทุกคนที่จะอยู่ในวัยเรียนถึงปี 2575 เกิดและมีชื่อในทะเบียนราษฎรแล้ว

สมมติฐานที่ต้องเป็นจริงสามข้อ การย้ายถิ่นสุทธิใกล้ศูนย์ · อัตราการตายในวัยเด็กต่ำมากจนไม่กระทบ · ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครอง

⚠️ สมมติฐานข้อแรกเป็นจุดอ่อนที่ต้องระบุ เพราะข้อมูลปี 2567 แสดงว่าจังหวัดมีผู้ย้ายเข้า 34,453 คน และย้ายออก 32,030 คน คือย้ายเข้าสุทธิ 2,423 คน ซึ่งไม่ใช่ศูนย์ การคาดการณ์นี้จึงเป็น ขอบล่างของจำนวนผู้เรียน ในอำเภอเขตอุตสาหกรรมที่มีการย้ายเข้ามาก และเป็น ขอบบน ในอำเภอเกษตรที่มีการย้ายออก

5.2 ตารางคาดการณ์ประชากรวัยเรียนของจังหวัด

ปี 3–5 ปี ปฐมวัย 6–11 ปี ประถม 12–14 ปี ม.ต้น 6–14 ปี ภาคบังคับ 15–17 ปี ม.ปลาย
2569 (ฐาน) 18,836 46,619 27,689 74,308 28,088
2570 18,181 44,650 26,894 71,544 27,912
2571 17,178 42,875 25,436 68,311 28,029
2572 15,938 41,102 24,353 65,455 27,689
2573 39,399 23,432 62,831 26,894
2574 37,137 22,916 60,053 25,436
2575 34,774 22,266 57,040 24,353
เปลี่ยนแปลง 2569→2575 −25.4% −19.6% −23.2% −13.3%

หมายเหตุ ช่อง 3–5 ปี ว่างตั้งแต่ปี 2573 เพราะเด็กที่จะอยู่ในวัยนั้นยังไม่เกิด การคาดการณ์ระดับปฐมวัยต้องรออัตราการเกิดจริง ห้ามประมาณค่า

5.3 📌 ข้อค้นพบที่ 5 ตัวเลขที่สำคัญที่สุดของทั้งโครงการ

ประชากรรายอายุ ณ มกราคม 2569 จำนวน (คน)
อายุ 17 ปี รุ่นที่กำลังจะจบมัธยมปลาย 9,665
อายุ 0 ปี รุ่นที่จะเข้าอนุบาลปี 2572 4,610
สัดส่วน ร้อยละ 47.7

การตีความ ในช่วงเวลา 17 ปี ขนาดของรุ่นเด็กเกิดใหม่ในจังหวัดลดลงเหลือไม่ถึงครึ่งของรุ่นที่กำลังจะจบการศึกษา นี่ไม่ใช่การคาดการณ์ ไม่ใช่สมมติฐาน และไม่ใช่แนวโน้มที่ยังไม่แน่นอน เด็กเหล่านี้เกิดแล้วและนับได้แล้ว

ผลต่อยุทธศาสตร์ ตัวเลขนี้ควรอยู่ในบทสรุปผู้บริหารเป็นตัวเลขแรก เพราะเป็นเงื่อนไขที่กำหนดทุกอย่างที่ตามมา และเป็นตัวเลขที่ไม่มีมาตรการใดของยุทธศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้ในกรอบเวลา 5 ปี ยุทธศาสตร์จึงต้องออกแบบให้ ทำงานได้ดีในระบบที่เล็กลง ไม่ใช่พยายามทำให้ระบบไม่เล็กลง

5.4 การคำนวณจำนวนผู้ไม่อยู่ในระบบจากค่าฐานที่มีอยู่

เมื่อมีทั้งค่าฐานร้อยละและจำนวนประชากรฐาน จึงคำนวณจำนวนคนจริงได้ ซึ่งทำไม่ได้ในทุกรายงานก่อนหน้านี้

ตัวชี้วัด ค่าฐาน (ร้อยละ) ประชากรฐาน ม.ค. 2569 จำนวนที่อยู่ในระบบ จำนวนที่ไม่อยู่ในระบบ
ประชากรอายุ 3–5 ปี เข้าเรียนปฐมวัย 88.02 18,836 ประมาณ 16,579 ประมาณ 2,257 คน
ประชากรอายุ 6–14 ปี เข้าเรียนภาคบังคับ 84.00 74,308 ประมาณ 62,419 ประมาณ 11,889 คน
ประชากรอายุ 15–17 ปี เข้าเรียน ม.ปลายและเทียบเท่า 51.17 28,088 ประมาณ 14,373 ประมาณ 13,715 คน

⚠️ ข้อจำกัดสำคัญของตารางนี้ที่ต้องระบุทุกครั้งที่อ้าง ค่าฐานร้อยละมาจากแผนฉบับทบทวน 2568 ซึ่งคำนวณจากประชากรฐานของปีนั้น ไม่ใช่ประชากร ณ มกราคม 2569 การคูณข้ามปีเช่นนี้ให้ผลเป็น การประมาณขนาดของปัญหา ไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้เป็นค่าฐานตัวชี้วัดได้ หากจะใช้เป็นค่าฐานจริง ต้องขอทั้งตัวเศษและตัวส่วนของปีเดียวกันจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูล

แต่ขนาดของปัญหาที่ประมาณได้นี้มีนัยเชิงนโยบายชัดเจนมาก เยาวชนอายุ 15–17 ปีราว 13,700 คนที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่า มีจำนวนมากกว่าผู้เรียนมัธยมปลายทั้งจังหวัดที่มี 14,447 คน อยู่เพียงเล็กน้อย หมายความว่าเยาวชนกลุ่มนี้เกือบครึ่งหนึ่งอยู่นอกระบบ ซึ่งเป็นช่องว่างที่ใหญ่กว่าปัญหาการออกกลางคัน 110 คน ถึงกว่าร้อยเท่า

ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่ตามมา ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 เรื่องเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ควรถูกยกระดับความสำคัญขึ้น เพราะกลุ่มเป้าหมายมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาปัญหาทั้งหมดที่ระบุได้ และ สกร. ซึ่งมีผู้เรียน 11,603 คนอยู่แล้ว เป็นกลไกที่ใกล้เคียงกับขนาดของปัญหานี้มากที่สุด


ส่วนที่ 6: บริบทเศรษฐกิจและสังคมที่เพิ่มเข้ามา

6.1 ข้อมูลที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4

รายการ ค่า ปี ที่มา
ผลิตภัณฑ์จังหวัด (GPP) 393,943 ล้านบาท 2566 สศช.
GPP ต่อหัว 428,870 บาท อันดับ 5 ของประเทศ และอันดับ 1 ของภาคกลาง 2566 สศช.
ผู้มีงานทำ 531,858 คน ไตรมาส 1/2567 สนง.สถิติแห่งชาติ
ผู้มีงานทำในภาคการผลิต 202,457 คน คิดเป็นร้อยละ 38.1 ไตรมาส 1/2567 สนง.สถิติแห่งชาติ
อัตราการว่างงาน ร้อยละ 2.0 2567 สนง.สถิติแห่งชาติ
สถานประกอบการอุตสาหกรรม 1,985 แห่ง คนงาน 227,504 คน 2567 สนง.อุตสาหกรรมจังหวัด
รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือน 33,919 บาท อันดับ 7 ของประเทศ 2566 สนง.สถิติแห่งชาติ
ค่าใช้จ่ายครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือน 26,143 บาท 2567 สนง.สถิติแห่งชาติ
ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของครัวเรือน 339 บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 1.3 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2567 สนง.สถิติแห่งชาติ
สัดส่วนคนจน ร้อยละ 3.35 หรือ 30.7 พันคน 2565 สศช.
สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini) 0.10 ต่ำที่สุดเมื่อเทียบภาคและประเทศ 2566 สนง.สถิติแห่งชาติ
ปีการศึกษาเฉลี่ยประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 9.9 ปี อันดับ 10 ของกลุ่มเปรียบเทียบ ลดจากอันดับ 7 ในปี 2564 2565 สกศ.

6.2 📌 ข้อค้นพบที่ 6 จังหวัดรวยแต่ผลการศึกษาถดถอย

หลักฐาน GPP ต่อหัวอยู่อันดับ 5 ของประเทศ และรายได้ครัวเรือนอันดับ 7 ขณะที่ปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 9.9 ปี และ ตกจากอันดับ 7 ในปี 2564 มาเป็นอันดับ 10 ในปี 2565 ในกลุ่มจังหวัดเปรียบเทียบ

การตีความ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของจังหวัดไม่ได้แปลเป็นผลลัพธ์ทางการศึกษาโดยอัตโนมัติ ซึ่งมีคำอธิบายที่เป็นไปได้สองทาง

ทางที่หนึ่ง GPP ต่อหัวที่สูงมาจากมูลค่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นทุนเข้มข้น ไม่ใช่จากรายได้ของประชากรในพื้นที่ โดยกำไรและมูลค่าเพิ่มไหลออกนอกจังหวัด

ทางที่สอง ประชากรวัยแรงงานส่วนหนึ่งเป็นแรงงานที่ย้ายเข้ามาทำงานในภาคการผลิต ซึ่งมีระดับการศึกษาไม่สูง จึงกดค่าเฉลี่ยปีการศึกษาของจังหวัดลง ข้อนี้สอดคล้องกับข้อมูลผู้มีงานทำจำแนกระดับการศึกษา ที่มีผู้จบต่ำกว่าประถมศึกษาและประถมศึกษารวมกัน 125,552 คน คิดเป็นร้อยละ 23.6 ของผู้มีงานทำ

⚠️ ยังไม่สรุปเป็นข้อยุติ ต้องวิเคราะห์ควบคู่กับข้อมูลการย้ายถิ่นและระดับการศึกษาของผู้ย้ายเข้า ซึ่งยังไม่มี

6.3 📌 ข้อค้นพบที่ 7 ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของครัวเรือนต่ำมาก

หลักฐาน ครัวเรือนในจังหวัดใช้จ่ายเพื่อการศึกษาเฉลี่ย 339 บาทต่อเดือน หรือร้อยละ 1.3 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด 26,143 บาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและการสื่อสารอยู่ที่ 6,373 บาท หรือร้อยละ 24.4

การตีความที่ต้องระมัดระวัง ตัวเลขนี้ตีความได้สองทางที่ขัดกัน และ ข้อมูลที่มีไม่พอชี้ขาดว่าทางใดถูก

ทางที่หนึ่ง เป็นสัญญาณดี แปลว่ารัฐรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาได้จริงตามนโยบายเรียนฟรี ครัวเรือนจึงไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

ทางที่สอง เป็นสัญญาณเตือน แปลว่าครัวเรือนไม่ได้ลงทุนในการศึกษาของบุตรเพิ่มเติมเลย ซึ่งสัมพันธ์กับปีการศึกษาเฉลี่ยที่ถดถอยและอัตราการเรียนต่อมัธยมปลายที่เพียงร้อยละ 51.17

สิ่งที่ต้องทำเพื่อชี้ขาด ต้องดูค่าใช้จ่ายการศึกษาจำแนกตามระดับรายได้ครัวเรือน ซึ่งรายงานสถิติจังหวัดมีตารางค่าใช้จ่ายจำแนกตามช่วงรายจ่าย แต่ยังไม่ได้จำแนกค่าใช้จ่ายการศึกษาตามระดับรายได้โดยเฉพาะ ยังเป็นช่องว่างข้อมูล

6.4 ความเดือดร้อนของประชาชนรายอำเภอ

จากการสำรวจความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนในหมู่บ้าน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ความเดือดร้อน 5 อันดับแรกของจังหวัด สัดส่วน
รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ร้อยละ 35.7
ค่าครองชีพสูง ร้อยละ 29.8
ว่างงาน/ตกงาน ร้อยละ 20.3
ผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ำ ร้อยละ 10.9
ไม่มีความเดือดร้อน ร้อยละ 10.2

ข้อค้นพบที่มีนัยต่อยุทธศาสตร์ อำเภอบางบาลมีความเดือดร้อนอันดับหนึ่งเป็น น้ำท่วม ร้อยละ 35.9 และอำเภอผักไห่มีน้ำท่วมเป็นอันดับสองที่ร้อยละ 26.1 ขณะที่อำเภอภาชีมี ยาเสพติดระบาด ร้อยละ 22.8 เป็นอันดับสามร่วม

นี่คือหลักฐานเชิงพื้นที่ที่ยืนยันการจำแนกกลุ่มอำเภอเสี่ยงอุทกภัย และเป็นข้อมูลใหม่ที่ชี้ว่าประเด็นยาเสพติดกระจุกตัวในอำเภอเฉพาะ ไม่ใช่ปัญหาทั่วทั้งจังหวัด ซึ่งควรนำไปประกอบการออกแบบมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา


ส่วนที่ 7: ผลต่อเอกสารที่ส่งมอบไปแล้ว

ตามหลักการห้ามแก้ไขข้อสรุปเดิมอย่างเงียบ ๆ จึงระบุผลกระทบไว้ครบ

# เอกสาร / ส่วน สิ่งที่ต้องแก้ไข ระดับความสำคัญ
1 ร่างยุทธศาสตร์ ส่วนที่ 1.1 และ 10 แทนที่การคาดการณ์ สมมติ ด้วยการคาดการณ์จากรุ่นที่เกิดแล้ว และเพิ่มตัวเลขอายุ 0 ปีเทียบอายุ 17 ปี สูงมาก
2 ร่างยุทธศาสตร์ ส่วนที่ 6.4 เปลี่ยนการจำแนกกลุ่มอำเภอจาก สมมติ เป็นข้อมูลจริง และเพิ่มกลุ่มที่ 5 อำเภอขนาดเล็กที่หดตัวเร็ว สูงมาก
3 ร่างยุทธศาสตร์ ส่วนที่ 7.3 ลบตารางสถานการณ์สมมติทั้งตาราง และแทนที่ด้วยตารางรายอำเภอจริง สูงมาก
4 ร่างยุทธศาสตร์ ส่วนที่ 14 เพิ่มคำเตือนเรื่องความขัดแย้งของค่าฐานการออกกลางคัน 1,181 เทียบ 110 คน และระงับการใช้ตัวชี้วัดนี้ สูงมาก
5 ร่างยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ 1.1 และ 1.2 ปรับให้มาตรการหลักเป็นระบบส่งต่อข้อมูลข้ามพื้นที่ เพราะสาเหตุอันดับหนึ่งคือการอพยพตามครอบครัวร้อยละ 70 ไม่ใช่ความยากจน สูง
6 ร่างยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ 5.3 ปรับขอบเขตจากบัญชีรายตำบลทั้งจังหวัด เป็นเฉพาะ 9 อำเภอที่มีสถานศึกษาเอกชน สูง
7 ร่างยุทธศาสตร์ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 ยกระดับความสำคัญ เพราะกลุ่มเป้าหมายอายุ 15–17 ปีที่ไม่อยู่ในระบบมีขนาดประมาณ 13,700 คน ใหญ่ที่สุดในบรรดาปัญหาทั้งหมด สูง
8 ร่างยุทธศาสตร์ ส่วนที่ 8.3 SWOT เพิ่ม W5 ช่องว่างขนาดสถานศึกษาระหว่างอำเภอกว้าง 2.5 เท่า และ T6 ประชากรหดตัวตามธรรมชาติแล้ว ปานกลาง
9 ร่างยุทธศาสตร์ ภาคผนวก ก และ ค ปรับบัญชีข้อจำกัดและทะเบียนตัวเลขที่ต้องแทนที่ ปานกลาง
10 เอกสารประกอบการบรรยาย บทที่ 4 เพิ่มตารางรายอำเภอ อนุกรมเวลา 5 ปี และกรณีศึกษาความขัดแย้งของค่าฐาน สูง
11 เว็บไซต์ หน้าข้อมูลจังหวัด เพิ่มส่วนข้อมูลรายอำเภอและการคาดการณ์ สูง
12 เว็บไซต์ ทุกหน้าที่ระบุข้อจำกัด แก้ข้อความ "ไม่มีข้อมูลจำแนกรายอำเภอเลย" ซึ่งไม่เป็นความจริงอีกแล้ว แก้แล้ว กันยายน 2569

ส่วนที่ 8: บัญชีช่องว่างข้อมูลฉบับปรับปรุง

# ข้อมูล สถานะ
1 ข้อมูลนักเรียน สถานศึกษา ครู รายอำเภอ ปิดแล้ว
2 อนุกรมเวลา 3–5 ปี ปิดแล้ว มี 5 ปีสำหรับนักเรียน และ 10 ปีสำหรับการออกกลางคัน
3 การคาดการณ์จำนวนผู้เรียน ปิดแล้ว ถึงปี 2575 สำหรับระดับภาคบังคับและมัธยมปลาย
4 สาเหตุการออกกลางคันรายอำเภอ ปิดแล้ว
5 ประชากรวัยเรียนรายอำเภอ ปิดแล้ว มีข้อมูลกลุ่มอายุ 5 ปีรายอำเภอ
6 นิยามของค่าฐานการออกกลางคัน ⚠️ เปิดและเร่งด่วนที่สุด ความขัดแย้ง 10.7 เท่า
7 นิยามของ "ครูและผู้บริหาร" ⚠️ เปิดอยู่ ยืนยันด้วยอนุกรม 5 ปีว่ามีปัญหาจริง
8 ผลสัมฤทธิ์และผลการอ่านรายโรงเรียน เปิดอยู่
9 ข้อมูลเด็กนอกระบบตามนิยาม Zero Dropout รายอำเภอ เปิดอยู่
10 ข้อมูลนักเรียนยากจน พิการ ไร้สัญชาติ รายสังกัด เปิดอยู่
11 ความต้องการทักษะของสถานประกอบการ เปิดอยู่ มีข้อมูลผู้มีงานทำจำแนกอุตสาหกรรมและระดับการศึกษาแล้ว แต่ยังไม่มีฝั่งความต้องการ
12 ภาวะการมีงานทำของผู้จบอาชีวศึกษาในจังหวัด เปิดอยู่
13 ค่าใช้จ่ายการศึกษาของครัวเรือนจำแนกตามระดับรายได้ เปิดอยู่ เป็นช่องว่างใหม่ที่พบในรายงานฉบับนี้
14 ผู้เรียนและสถานศึกษาเอกชนรายอำเภอย้อนหลัง 5 ปี เปิดอยู่ มีปีเดียว

สรุป จาก 8 รายการที่เปิดอยู่ในรายงานฉบับก่อน ปิดได้ 5 รายการ และพบช่องว่างใหม่ 1 รายการ


ส่วนที่ 9: สรุป ข้อจำกัด และขั้นตอนถัดไป

สิ่งที่ดำเนินการแล้ว สกัดและตรวจสอบข้อมูลจากเอกสาร 3 ฉบับ · จัดทำตารางข้อมูลการศึกษารายอำเภอครบ 16 อำเภอ · คำนวณสัดส่วนและอัตราส่วนเชิงวิเคราะห์รายอำเภอ · จัดทำอนุกรมเวลา 5 ปีและ 10 ปี · คาดการณ์ประชากรวัยเรียนถึงปี 2575 จากรุ่นที่เกิดแล้ว · ตรวจสอบสมมติฐานการจำแนกกลุ่มอำเภอด้วยข้อมูลจริง · พบความขัดแย้งของข้อมูลที่ร้ายแรง 1 รายการ · ระบุข้อค้นพบหลัก 7 ข้อ · ระบุผลกระทบต่อเอกสารเดิม 12 จุด

ข้อจำกัดที่ต้องเปิดเผย

  1. ความขัดแย้งของค่าฐานการออกกลางคัน 10.7 เท่า ยังไม่มีข้อยุติ เป็นข้อจำกัดที่ร้ายแรงที่สุดในขณะนี้ เพราะกระทบตัวชี้วัดหลักของประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1
  2. การคาดการณ์ประชากรวัยเรียนใช้สมมติฐานการย้ายถิ่นสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งไม่จริงในสามอำเภอเขตอุตสาหกรรม จึงเป็นขอบล่างในพื้นที่เหล่านั้น
  3. การคำนวณจำนวนผู้ไม่อยู่ในระบบใช้การคูณค่าฐานร้อยละข้ามปีกับประชากรฐาน จึงเป็นการประมาณขนาดปัญหา ไม่ใช่ค่าฐานที่ใช้ได้
  4. ตัวเลขครูยังมีปัญหานิยาม และอนุกรม 5 ปียืนยันปัญหานี้แทนที่จะแก้
  5. ข้อมูลการศึกษาเอกชนรายอำเภอมีเพียงปีเดียว จึงยังวิเคราะห์แนวโน้มรายอำเภอไม่ได้
  6. ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ ณ วันที่จัดทำรายงานฉบับนี้ยังไม่มี ⚠️ ปิดได้บางส่วนแล้วใน Fact Base ฉบับที่ 5 มีค่าฐานจากดัชนีความก้าวหน้าของคนและ O-NET แต่ยังไม่มีผลสัมฤทธิ์รายโรงเรียนครบทุกสังกัด

ประเด็นที่ต้องให้ผู้ว่าจ้างตัดสินใจ 3 ข้อ

  1. จะให้ผมสอบถามนิยามของค่าฐานการออกกลางคัน 1,181 คน จากผู้จัดทำแผนฉบับเดิมหรือไม่ หรือให้ระงับตัวชี้วัดนี้ไว้ก่อนพร้อมระบุความขัดแย้งในเอกสาร
  2. จะยอมรับการเพิ่มกลุ่มอำเภอที่ 5 คือ อำเภอขนาดเล็กที่หดตัวเร็ว (บ้านแพรก มหาราช บางซ้าย) หรือไม่
  3. จะยกระดับความสำคัญของประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 ขึ้นหรือไม่ ตามขนาดของกลุ่มเป้าหมายอายุ 15–17 ปีที่ไม่อยู่ในระบบ ซึ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาปัญหาที่วัดได้

งานในขั้นตอนถัดไป ดำเนินการแก้ไขเอกสารทั้ง 12 จุดตามส่วนที่ 7


แหล่งอ้างอิง

  1. สำนักงานสถิติจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานสถิติจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2568 ISSN 1905-8314 — ตารางที่ 1.1, 1.3, 1.5, 1.6, 2.1–2.9, 3.1–3.16, 7.4, 8.1–8.3, 10.1–10.3, 12.1–12.4
  2. กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ข้อมูลประชากรจำแนกรายอายุ รายจังหวัด ปีเดือน 6901 (มกราคม 2569)
  3. สำนักงานสถิติจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถิติประชากรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2565 (อินโฟกราฟิก)
  4. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2566–2570 ฉบับทบทวนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
  5. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

การคำนวณทั้งหมดในรายงานฉบับนี้ ที่ปรึกษาคำนวณเองจากตัวเลขในเอกสารข้างต้น โดยแสดงวิธีคิดกำกับทุกจุด ไม่มีตัวเลขที่สร้างขึ้นใหม่


Fact Base ฉบับที่ 3 จัดทำเมื่อ 31 สิงหาคม 2569