วัตถุประสงค์ของการประชุม ทบทวนแผนพัฒนาการศึกษา พ.ศ. 2566–2570 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
กลุ่มเป้าหมาย ผู้บริหารและบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาในจังหวัด และบุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ความยาว คำกล่าวเปิด 5 นาที · บรรยายพิเศษ 48 นาที · ถามตอบ 7 นาที · รวมไม่เกิน 60 นาที
วันที่จัดทำ 31 สิงหาคม 2569
คำชี้แจงสำหรับผู้บรรยายก่อนขึ้นเวที
สิ่งที่ทำให้การบรรยายครั้งนี้ต่างจากการบรรยายทั่วไป
การประชุมนี้เป็น การประชุมเชิงปฏิบัติการ ไม่ใช่การประชุมรับฟัง ผู้เข้าร่วมจะต้องลงมือทำงานต่อทันทีหลังการบรรยาย บทบรรยายนี้จึงออกแบบให้จบลงด้วยการส่งงานให้ที่ประชุม ไม่ใช่จบด้วยการสรุปความรู้
และที่ประชุมนี้ต้องทำงานสองอย่างที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงในวันเดียว คือ ทบทวนแผนห้าปี กับ จัดทำแผนปฏิบัติการหนึ่งปี ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เข้าร่วมมักสับสน บทบรรยายจึงใช้เวลาช่วงต้นแยกสองงานนี้ให้ชัดก่อน
น้ำเสียงและบทบาท
ผู้ฟังมาจากหลายสังกัด และหลายท่านมีอาวุโสสูง ท่านจึงพูดในฐานะผู้ให้ความเห็นทางวิชาการ ไม่ใช่ผู้สั่งการ ทุกครั้งที่พูดถึงข้อบกพร่อง ให้พูดถึงตัวเลขและกระบวนการ ไม่ใช่ผู้จัดทำ และให้เครดิตสิ่งที่ทำได้ดีอย่างเจาะจง
สิ่งที่ต้องเตรียม
- [ ] สำเนาแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดฉบับทบทวนล่าสุด และแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่ออ้างเลขตารางได้ทันที
- [ ] ตรวจสอบรายชื่อสังกัดที่เข้าร่วม เพื่อปรับตัวอย่างในส่วนที่ 4 ให้ตรงกลุ่ม
- [ ] ตรวจสอบว่าภาคปฏิบัติช่วงบ่ายแบ่งกลุ่มอย่างไร เพื่อให้คำสั่งท้ายการบรรยายตรงกับที่จัดไว้จริง
- [ ] เตรียมตอบคำถามเรื่องค่าฐานการออกกลางคัน ซึ่งจะถูกถามแน่นอน
- [ ] ทบทวนตัวเลขในภาคผนวก ข ให้จำได้
แผนบริหารเวลา
| ช่วงเวลา | ส่วน | เนื้อหา | ตัวอักษรที่พูด |
|---|---|---|---|
| — | คำกล่าวเปิด | กล่าวเปิดการประชุม | 1,435 |
| 0:00–4:00 | ส่วนที่ 1 | งานสองอย่างที่ต้องแยกให้ชัด | 1,120 |
| 4:00–17:00 | ส่วนที่ 2 | ข้อเท็จจริงหกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนเขียน | 3,900 |
| 17:00–25:00 | ส่วนที่ 3 | สิ่งที่ต้องแก้ในการทบทวนแผน | 2,350 |
| 25:00–34:00 | ส่วนที่ 4 | เส้นแบ่งอำนาจและภารกิจสี่ประเภท | 2,650 |
| 34:00–42:00 | ส่วนที่ 5 | เครื่องมือสองชิ้นสำหรับภาคปฏิบัติ | 2,400 |
| 42:00–48:00 | ส่วนที่ 6 | สิ่งที่ขอจากที่ประชุมและปิด | 1,580 |
| รวมที่พูด | 15,435 |
วิธีประเมินเวลา นับตัวอักษรที่พูดจริง ตัดหัวข้อ ตาราง และคำสั่งการแสดงออก แล้วหารด้วยอัตราการพูดภาษาไทยแบบบรรยายที่ประมาณ 290 ถึง 320 ตัวอักษรต่อนาที ได้ผลดังนี้
| รายการ | ที่ 290 ตัว/นาที | ที่ 320 ตัว/นาที |
|---|---|---|
| คำกล่าวเปิด | 5.0 นาที | 4.5 นาที |
| บรรยายพิเศษ | 48.3 นาที | 43.8 นาที |
| ช่วงหยุด 8 จุด จุดละ 5 วินาที | 0.7 นาที | 0.7 นาที |
| รวม | 54 นาที | 49 นาที |
| เหลือสำหรับถามตอบ | 6 นาที | 11 นาที |
⚠️ ขอให้ซ้อมจับเวลาหนึ่งรอบ เพราะอัตราการพูดของแต่ละคนต่างกันมาก
หากต้องตัดเวลา ตัดตามลำดับนี้ คือ เรื่องที่หกในส่วนที่ 2 เรื่องการศึกษาเอกชน ประหยัด 2 นาที · ส่วนที่ 3 หัวข้อข้อบกพร่องข้อที่สี่และห้า ประหยัด 2 นาที · ส่วนที่ 5 หัวข้อกับดักคำสี่คำ ประหยัด 3 นาที
ห้าเรื่องที่ห้ามตัด ความต่างระหว่างแผนห้าปีกับแผนปฏิบัติการ · ตัวเลขประชากรร้อยละ 47.7 · สาเหตุการออกกลางคันร้อยละ 70 · เส้นแบ่งอำนาจสี่ระดับ · และคำสั่งงานท้ายการบรรยาย
---
ส่วนที่ 0 · คำกล่าวเปิดการประชุม
ประมาณ 5 นาที
เรียนท่านศึกษาธิการจังหวัด ท่านผู้บริหารสถานศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัด และบุคลากรของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกท่าน
ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มากล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนี้
การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สองประการ คือ ทบทวนแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2566 ถึง 2570 และ จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาประจำปีงบประมาณ 2570
ผมอยากเรียนว่า การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่ไม่ธรรมดา
แผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดฉบับปัจจุบันสิ้นสุดในปี 2570 การทบทวนครั้งนี้จึงเป็นการทบทวนรอบสุดท้ายของแผนฉบับนี้ และเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ประเทศกำลังเข้าสู่รอบแผนใหม่พร้อมกันทุกระดับ ทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งจะเริ่มรอบใหม่ในปี 2571 พร้อมกัน
สิ่งที่เราทำในห้องนี้วันนี้ จึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงเอกสารให้เป็นปัจจุบัน แต่เป็นการวางฐานให้แผนการศึกษาของจังหวัดในอีกห้าปีข้างหน้า
ผมอยากเรียนอีกเรื่องหนึ่งครับ
ในห้องนี้มีผู้แทนจากหลายสังกัด ทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบ สถานศึกษาเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่น
แผนการศึกษาระดับจังหวัดไม่ใช่แผนของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด แต่เป็นข้อตกลงร่วมของทุกหน่วยงานในห้องนี้ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการและเจ้าภาพกระบวนการ ส่วนเนื้อหาเป็นของทุกท่าน
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีค่าที่สุดในวันนี้ไม่ใช่เอกสารที่จะได้ตอนเย็น แต่คือข้อมูลและความเห็นที่ท่านนำมาแลกเปลี่ยนกัน โดยเฉพาะข้อมูลที่หน่วยงานของท่านมีอยู่ แต่ยังไม่เคยถูกนำมารวมกัน
ผมขอให้การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้บรรลุวัตถุประสงค์ทุกประการ และขอเปิดการประชุมครับ
---
บทบรรยายพิเศษ
วิธีอ่านสคริปต์ ข้อความปกติคือสิ่งที่พูด · ข้อความในวงเล็บเหลี่ยมคือคำสั่งการแสดง ไม่ต้องพูด · ตัวหนาคือจุดที่ควรเน้นเสียงและพูดช้าลง
ส่วนที่ 1 · งานสองอย่างที่ต้องแยกให้ชัด
0:00 – 4:00 น.
ขอบคุณครับ ผมขอใช้เวลาประมาณ 48 นาที
เริ่มด้วยเรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดก่อน วันนี้เราต้องทำงานสองอย่างที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง และมักถูกทำปนกันจนเสียทั้งสองอย่าง
งานแรกคือการทบทวนแผนพัฒนาการศึกษาห้าปี งานนี้ตอบคำถามว่า จังหวัดจะไปทางไหน ปัญหาหลักคืออะไร ใครรับผิดชอบอะไร และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสำเร็จ ผลผลิตของงานนี้คือทิศทาง ตัวชี้วัด และค่าฐาน ไม่ใช่รายชื่อโครงการ
งานที่สองคือการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี 2570 งานนี้ตอบคำถามว่า ปีหน้าเราจะทำโครงการอะไร ใช้งบเท่าไร ใครทำ และเสร็จเมื่อไร ผลผลิตคือโครงการที่มีงบประมาณรองรับ
[หยุด]
ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องคือ แผนห้าปีกำหนดทิศทาง แล้วแผนปฏิบัติการหยิบทิศทางนั้นมาทำให้เป็นโครงการ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในที่ประชุมแบบนี้ทั่วประเทศ มักเป็นทางกลับกัน คือเราเริ่มจากรายชื่อโครงการที่แต่ละหน่วยงานเตรียมมา แล้วค่อยหาว่าโครงการนี้ควรอยู่ใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ไหน
ผลคือเราได้เอกสารที่มีโครงการครบ แต่ไม่มีใครตอบได้ว่าโครงการเหล่านั้นแก้ปัญหาอะไร
ผมจึงขอเสนอลำดับการทำงานสำหรับวันนี้ ให้เราตกลงกันเรื่องข้อเท็จจริงและปัญหาก่อน แล้วจึงค่อยพูดถึงโครงการ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมจะใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันนี้พูดถึงข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดถึงวิธีเขียนเอกสาร
ส่วนที่ 2 · ข้อเท็จจริงหกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนเขียน
4:00 – 17:00 น.
ข้อมูลทั้งหกเรื่องต่อไปนี้ มีอยู่แล้วในเอกสารของหน่วยงานราชการในจังหวัดเราเอง แต่ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในแผน และแต่ละเรื่องเปลี่ยนข้อสรุปเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
เรื่องที่หนึ่ง ตัวเลขที่กำหนดทุกอย่าง [4:00 – 7:00]
ข้อมูลประชากรรายอายุจากกรมการปกครอง ณ มกราคม 2569 ระบุว่า
จังหวัดเรามีเด็กอายุ 0 ปี จำนวน 4,610 คน และมีเยาวชนอายุ 17 ปี จำนวน 9,665 คน คิดเป็นร้อยละ 47.7
[หยุดยาว]
ในเวลา 17 ปี ขนาดของรุ่นเด็กเกิดใหม่ในจังหวัดเราลดลงเหลือไม่ถึงครึ่งของรุ่นที่กำลังจะจบการศึกษา
และนี่ไม่ใช่การคาดการณ์ เพราะเด็กเหล่านี้เกิดแล้วและมีชื่อในทะเบียนราษฎรแล้ว
เมื่อคำนวณต่อไป ประชากรวัยเรียนระดับภาคบังคับอายุ 6 ถึง 14 ปี จะลดจาก 74,308 คนในปีนี้ เหลือ 57,040 คนในปี 2575 คือลดลงร้อยละ 23.2
และในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จำนวนการตายในจังหวัดสูงกว่าจำนวนการเกิดทุกปี ประชากรของเราหดตัวตามธรรมชาติแล้ว
ไม่มีมาตรการใดในแผนการศึกษาที่เปลี่ยนตัวเลขนี้ได้ในห้าปี สิ่งที่เราทำได้คือออกแบบระบบให้ทำงานได้ดีเมื่อมันเล็กลง ซึ่งเป็นคนละโจทย์กับการพยายามทำให้มันไม่เล็กลง
ผมขอเสนอให้ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขแรกในบทสรุปผู้บริหารของแผนที่เราจะทบทวนวันนี้
เรื่องที่สอง ความเหลื่อมล้ำระหว่างอำเภอกว้าง 2.5 เท่า [7:00 – 9:30]
รายงานสถิติจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2568 มีข้อมูลการศึกษารายอำเภอครบทั้ง 16 อำเภอ ซึ่งแผนฉบับปัจจุบันยังไม่ได้ใช้
ตัวเลขที่ผมอยากให้เห็นคือ อัตราส่วนนักเรียนต่อห้องเรียน อยู่ระหว่าง 11 ต่อ 1 ในอำเภอบางบาล มหาราช และบ้านแพรก ถึง 28 ต่อ 1 ในอำเภอพระนครศรีอยุธยา
ค่าเฉลี่ยของจังหวัดคือ 21 ต่อ 1 ซึ่งปิดบังทั้งความแออัดในเขตเมืองและความเล็กเกินขนาดในเขตเกษตร
และขอเตือนไว้ด้วยว่า อัตราส่วนต่ำไม่ได้แปลว่าคุณภาพดี อำเภอมหาราชมีนักเรียน 9 คนต่อครู 1 คน ซึ่งฟังดูดี แต่ในโรงเรียนขนาดเล็กมักหมายถึงครูไม่ครบทุกสาระวิชา ครูหนึ่งคนต้องสอนหลายวิชาและหลายชั้น จึงเป็นปัญหา ไม่ใช่ข้อดี
สิ่งที่ข้อมูลนี้บอกเราคือ มาตรการที่ใช้เหมือนกันทั้ง 16 อำเภอ จะไม่ตอบโจทย์ทั้งสองกลุ่ม และตัวชี้วัดของแผนต้องวัดช่องว่างระหว่างพื้นที่ ไม่ใช่วัดค่าเฉลี่ยจังหวัดอย่างเดียว
เรื่องที่สาม สาเหตุการออกกลางคันไม่ใช่ความยากจน [9:30 – 12:00]
รายงานสถิติจังหวัด ตารางที่ 3.12 ระบุสาเหตุการออกกลางคันของนักเรียน 110 คน ในปีการศึกษา 2567 ไว้ดังนี้
อพยพตามครอบครัว 77 คน คือร้อยละ 70 · ปัญหาครอบครัว 13 คน · ปัญหาการปรับตัว 10 คน · ฐานะยากจน 2 คน คือร้อยละ 1.8
[หยุด ให้ตัวเลขทำงาน]
ผมอยากให้ท่านลองคิดตามครับ ถ้าเราไม่มีข้อมูลนี้ เราจะออกแบบมาตรการอย่างไร
ผมเชื่อว่าเราจะออกแบบเป็นทุนการศึกษาและการช่วยเหลือค่าใช้จ่าย เพราะเราสันนิษฐานว่าความยากจนคือสาเหตุ แต่ข้อมูลบอกว่าความยากจนเป็นสาเหตุเพียงร้อยละ 1.8
และเมื่อดูรายอำเภอ การออกกลางคันจากการอพยพสูงสุดที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา 22 คน บางปะอิน 11 คน วังน้อย 10 คน ซึ่งเป็นเขตเมืองและเขตอุตสาหกรรมทั้งสามอำเภอ
มาตรการที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ทุนการศึกษา แต่คือระบบส่งต่อข้อมูลผู้เรียนข้ามสถานศึกษาและข้ามจังหวัด ที่ทำให้เมื่อครอบครัวย้ายงาน โรงเรียนปลายทางรู้ว่ามีเด็กคนนี้กำลังจะมา และโรงเรียนต้นทางรู้ว่าเด็กไปถึงหรือไม่
นี่คือตัวอย่างที่ชัดที่สุดว่าข้อมูลชุดเดียวเปลี่ยนมาตรการทั้งหมดได้อย่างไร
เรื่องที่สี่ ตลาดแรงงานต้องการสายอาชีวะมากกว่าที่เราผลิต [12:00 – 14:00]
รายงานสถานการณ์ด้านแรงงานจังหวัด ปี 2568 ระบุว่า
ตำแหน่งงานว่างสายอาชีวศึกษา คือ ปวช. และ ปวส. รวมกัน 5,327 อัตรา แต่มีผู้สมัคร 2,567 คน คือ 2.08 ตำแหน่งต่อผู้สมัคร 1 คน
ขณะที่สายมัธยมศึกษาสามัญ มีตำแหน่งงานว่าง 6,763 อัตรา แต่มีผู้สมัคร 7,162 คน คือ 0.94
ในจังหวัดที่มีนิคมอุตสาหกรรมห้าแห่ง ตลาดต้องการผู้จบสายอาชีวะมากกว่าคนมาสมัครถึงสองเท่า ขณะที่ผู้จบสายสามัญต้องแข่งขันกันเอง และในปี 2568 มีตำแหน่งงาน 5,894 อัตราที่หาคนไม่ได้
ประเด็นที่ผมอยากเน้นคือ ข้อมูลชุดนี้มีอยู่แล้ว สำนักงานแรงงานจังหวัดจัดทำรายงานนี้ทุกไตรมาสและทุกปี
ปัญหาจึงไม่ใช่การไม่มีข้อมูล แต่คือข้อมูลไม่ถูกแปลให้สถานศึกษาใช้วางแผนได้ และไม่ถูกส่งถึงสถานศึกษาตามรอบที่คาดหมายได้
ซึ่งแปลว่าโครงการที่ควรเขียนในแผนปฏิบัติการปี 2570 ไม่ใช่การสร้างระบบข้อมูลใหม่ แต่คือ การแปลและส่งต่อข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก
เรื่องที่ห้า เราตกอันดับประเทศทุกตัวชี้วัดด้านการศึกษา [14:00 – 16:00]
เรื่องนี้ฟังยากที่สุด แต่จำเป็นต้องพูด
แผนพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฉบับทบทวน 2570 แสดงดัชนีความก้าวหน้าของคน ซึ่งมีมิติด้านการศึกษาสี่รายการ พร้อมอันดับประเทศ ระหว่างปี 2562 ถึง 2565
ปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากร ตกจากอันดับ 7 เป็นอันดับ 10 · การเข้าเรียนมัธยมปลายและอาชีวศึกษา ตกจากอันดับ 35 เป็นอันดับ 52 · พัฒนาการสมวัยของเด็ก 0 ถึง 5 ปี ตกจากอันดับ 29 เป็นอันดับ 56 · คะแนนเฉลี่ย O-NET มัธยมปลาย ตกจากอันดับ 41 เป็นอันดับ 57 โดยตก 21 อันดับในปีเดียว
[หยุด]
แต่สิ่งที่ผมอยากให้สังเกตที่สุด ไม่ใช่การตกอันดับ
ค่าตัวเลขของปีการศึกษาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกปีครับ จาก 9.32 ปี เป็น 9.95 ปี แต่อันดับกลับตกลง
เราไม่ได้ถอยหลัง เราเดินหน้า แต่เดินช้ากว่าคนอื่น
ถ้าเรารายงานเฉพาะว่าปีการศึกษาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น เราพูดความจริง แต่เป็นความจริงที่ปิดบังข้อเท็จจริงสำคัญ แผนของเราจึงต้องมีตัวชี้วัดเชิงเปรียบเทียบควบคู่กับตัวชี้วัดเชิงสัมบูรณ์
และผมขอฝากเรื่องปฐมวัยเป็นพิเศษ เพราะตกถึง 27 อันดับ และเป็นต้นน้ำที่สุดของระบบ แต่เป็นกลุ่มที่แผนของเรายังไม่มีมาตรการเจาะจง
เรื่องที่หก การศึกษาเอกชนหดตัวเร็วกว่าค่าเฉลี่ยสองเท่า [16:00 – 17:00]
เรื่องสุดท้ายสั้น ๆ ครับ สถานศึกษาเอกชนในจังหวัดมี 40 แห่ง ดูแลผู้เรียน 24,642 คน คือร้อยละ 16.6 ของผู้เรียนทั้งจังหวัด แต่ลดลงร้อยละ 8.1 ในหนึ่งปี ขณะที่ทั้งจังหวัดลดร้อยละ 3.9
และกระจุกตัวสูงมาก ผู้เรียนเอกชนร้อยละ 64.2 อยู่ในสองอำเภอคืออยุธยาและบางปะอิน และมีเจ็ดอำเภอที่ไม่มีโรงเรียนเอกชนเลย ขนาดเฉลี่ย 616 คนต่อแห่ง เทียบค่าเฉลี่ยจังหวัด 201 คน ถ้าโรงเรียนเอกชนหนึ่งแห่งปิด เด็กราว 600 คนต้องหาที่เรียนใหม่พร้อมกัน และภาระตกกับโรงเรียนรัฐในพื้นที่เดียวกัน
นี่จึงไม่ใช่เรื่องของภาคเอกชน แต่เป็นความเสี่ยงของระบบทั้งจังหวัด และเป็นเรื่องที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมีอำนาจดำเนินการโดยตรง
ส่วนที่ 3 · สิ่งที่ต้องแก้ในการทบทวนแผน
17:00 – 25:00 น.
ส่วนนี้เป็นข้อสังเกตต่อแผนฉบับปัจจุบัน ขอเรียนก่อนว่าเป็นข้อบกพร่องเชิงเทคนิคที่พบได้ในแผนระดับจังหวัดแทบทุกจังหวัด และเกิดจากข้อจำกัดของข้อมูลมากกว่าความตั้งใจของผู้จัดทำ
และขอเรียนสิ่งที่ทำได้ดีก่อน โครงสร้างประเด็นยุทธศาสตร์ห้าประเด็นของเราใช้ได้จริง ผมเทียบกับโครงสร้างตามหลักวิชาการแล้วตรงกันสี่ในห้าประเด็น แผนรอบใหม่จึงไม่ต้องรื้อโครงสร้าง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่หลายจังหวัดไม่มี
ข้อที่หนึ่ง มีตัวชี้วัดสองรายการที่ค่าเป้าหมายต่ำกว่าค่าฐาน [18:00 – 19:30]
ตัวชี้วัดร้อยละประชากรอายุ 3 ถึง 5 ปีที่เข้าเรียนระดับปฐมวัย มีค่าฐาน 88.02 แต่ตั้งเป้าปี 2570 ไว้ที่ 84 และตัวชี้วัดผู้พิการที่ขึ้นทะเบียนได้เข้าเรียน มีค่าฐาน 88.02 เช่นกัน แต่ตั้งเป้าไว้ที่ 70
ผลในทางปฏิบัติคือ แผนจะรายงานว่าบรรลุเป้าหมายได้ทุกปีโดยไม่ต้องทำอะไร และถ้าผลงานแย่ลงจริง ระบบรายงานก็ยังแสดงว่าบรรลุ ตัวชี้วัดจึงสูญเสียหน้าที่ในการบริหารไปทั้งหมด
และค่าฐานของสองตัวชี้วัดนี้เท่ากันพอดีที่ 88.02 ทั้งที่วัดคนละเรื่องและมีตัวส่วนต่างกัน น่าจะเกิดจากการคัดลอกค่าระหว่างช่องในตาราง ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายมากเวลาทำตารางยาว
ข้อที่สอง ค่าฐานการออกกลางคันขัดแย้งกัน 10.7 เท่า [19:30 – 22:00]
ข้อนี้ร้ายแรงที่สุด
แผนระบุค่าฐานการออกกลางคันไว้ที่ 1,181 คน ขณะที่รายงานสถิติจังหวัด พ.ศ. 2568 ตารางที่ 3.11 ระบุปีการศึกษา 2567 ไว้ที่ 110 คน
และเมื่อดูอนุกรมเวลาสิบปี ตัวเลขคือ 37 · 37 · 68 · 91 · 96 · 183 · 157 · 240 · 154 · 110 คน ไม่มีปีใดใกล้เคียง 1,181 คนเลย ปีที่สูงที่สุดคือ 240 คน
ผลที่ตามมาคือ แผนตั้งเป้าหมายปี 2570 ไว้ที่ 800 คน ถ้าค่าฐานที่ถูกต้องคือ 110 คน แปลว่าแผนกำลังตั้งเป้าให้เด็กออกกลางคันเพิ่มขึ้นเกือบแปดเท่า
[หยุด]
ผมไม่ได้บอกว่าตัวเลขไหนผิดนะครับ เป็นไปได้มากว่าทั้งสองถูก แต่วัดคนละเรื่อง ตัวเลข 110 คนน่าจะเป็นการออกกลางคันตามระบบรายงานของสถานศึกษา ส่วน 1,181 คนอาจเป็นเด็กและเยาวชนนอกระบบตามนิยาม Zero Dropout ซึ่งกว้างกว่ามาก
ข้อเสนอของผมคือ ถ้าเป็นสองนิยามจริง ให้แยกเป็นสองตัวชี้วัด พร้อมค่าฐานของแต่ละตัว และห้ามเลือกใช้ค่าใดค่าหนึ่งโดยไม่อธิบายความขัดแย้งนี้ในเอกสาร เพราะการเลือกอย่างเงียบ ๆ จะทำให้ผู้อ่านในอนาคตไม่รู้ว่ามีปัญหานี้อยู่
และผมขอเรียนว่า เรามีความขัดแย้งของนิยามแบบนี้อีกสองรายการ คือจำนวนครู ซึ่งมีสามแหล่งให้สามตัวเลข คือ 9,072 · 7,358 · และ 6,014 คน และอัตราการเข้าเรียนมัธยมปลาย ซึ่งแผนจังหวัดระบุร้อยละ 76.39 แต่แผนของเราระบุร้อยละ 51.17 ต่างกัน 25 จุด
ทั้งสามเรื่องเป็นเรื่องของการสอบถามนิยาม ไม่ใช่การสำรวจใหม่ จึงใช้เวลาไม่นาน แต่ต้องทำก่อนกำหนดค่าเป้าหมาย
ข้อที่สาม ตัวชี้วัดที่ไม่มีช่องให้เปลี่ยนแปลง [22:00 – 23:00]
มีตัวชี้วัดที่ตั้งค่าฐาน 100 และเป้า 100 ทุกปี ซึ่งบรรลุอยู่แล้วตั้งแต่ปีฐาน จึงไม่ให้ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจได้ ข้อเสนอคือเปลี่ยนเป็นตัวชี้วัดที่มีช่องให้เปลี่ยนแปลง เช่น จำนวนครั้งที่หน่วยงานส่งข้อมูลตามรอบได้ครบถ้วนและตรงเวลา
ข้อที่สี่ ข้อมูลขัดแย้งกันเองภายในเล่มเดียว [23:00 – 25:00]
ในแผนฉบับทบทวน เนื้อความระบุผู้เรียนทั้งจังหวัด 150,594 คน แต่ตารางในเล่มเดียวกันรวมได้ 154,373 คน ผมยกขึ้นมาเพราะมันแสดงว่าเรายังไม่มีขั้นตอนตรวจสอบความสอดคล้องภายในก่อนส่งเล่ม
และ จำนวนผู้เรียนของจังหวัดมีถึงสามตัวเลขจากสามแหล่ง คือ 148,373 · 115,123 · และ 81,776 คน ซึ่งถูกทั้งหมด แต่ขอบเขตต่างกัน เพราะบางแหล่งรวมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและอุดมศึกษา บางแหล่งไม่รวม
ข้อเสนอคือ ทุกครั้งที่เขียนตัวเลขลงในแผน ต้องระบุขอบเขตกำกับว่านับสังกัดใดและระดับใด เป็นเรื่องง่ายที่สุดแต่ช่วยได้มากที่สุด
ส่วนที่ 4 · เส้นแบ่งอำนาจและภารกิจสี่ประเภท
25:00 – 34:00 น.
ส่วนนี้ผมพูดเพราะในห้องนี้มีผู้แทนจากหลายสังกัด และเป็นเรื่องที่ทำให้แผนเดินได้หรือล้มเหลว
อำนาจสี่ระดับที่ต้องแยกให้ออก [25:00 – 30:00]
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมีอำนาจ ไม่เท่ากัน กับทุกสังกัด ต้องแยกให้ออกเป็นสี่ระดับ
ระดับที่หนึ่ง สถานศึกษาเอกชน ซึ่งมี 40 แห่งในจังหวัด กลุ่มนี้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ดำเนินการโดยตรงเต็มรูปแบบ ทั้งการออกใบอนุญาตจัดตั้ง การควบคุมการเปลี่ยนแปลงกิจการ การอุดหนุนและสงเคราะห์ และการพัฒนาบุคลากร
ระดับที่สอง หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการอื่น ๆ ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อาชีวศึกษาของรัฐ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ และศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มนี้ กำกับ ติดตาม เร่งรัด และประเมินผลตามนโยบายกระทรวงได้ แต่ไม่มีอำนาจบริหารจัดการ
ระดับที่สาม หน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการแต่จัดการศึกษา ได้แก่ สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถาบันอุดมศึกษา และโรงเรียนพระปริยัติธรรม กลุ่มนี้ ประสานและส่งเสริมได้เท่านั้น ไม่มีอำนาจกำกับ
ระดับที่สี่ ภาคีนอกภาคการศึกษา เช่น สาธารณสุข พัฒนาสังคม แรงงาน วัฒนธรรม อุตสาหกรรม ต้องประสานผ่านกลไกจังหวัด
[หยุด]
จุดที่ผมอยากเน้นคือ หลายท่านเข้าใจว่าสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมีอำนาจต่อสถานศึกษาเอกชนเท่ากับที่มีต่อโรงเรียนสังกัด สพฐ. ซึ่งไม่ถูกต้อง
การศึกษาเอกชนคือพื้นที่ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมีอำนาจตามกฎหมายสูงที่สุด และเป็นพื้นที่เดียวที่แสดงผลงานที่วัดได้จริงโดยไม่ต้องรอความร่วมมือจากสังกัดอื่น
ในทางกลับกัน เรื่องปฐมวัยซึ่งผมเพิ่งพูดถึงว่าตกอันดับ 27 อันดับนั้น เด็กส่วนใหญ่อยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดท้องถิ่น ซึ่งเราไม่มีอำนาจกำกับ จึงต้องเขียนเป็นภารกิจประสานและส่งเสริม พร้อมระบุเจ้าภาพหลักที่แท้จริง ไม่ใช่เขียนให้ตัวเองสั่งการ
ภารกิจสี่ประเภทที่ใช้กับทุกมาตรการ [30:00 – 34:00]
จากเส้นแบ่งนี้ นำมาสู่เครื่องมือที่ผมขอให้ใช้กับทุกมาตรการที่จะเขียนในวันนี้ คือการจำแนกภารกิจสี่ประเภท
ประเภทที่หนึ่ง งานที่ทำได้เอง ถ้อยคำที่ควรใช้คือ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดดำเนินการ
ประเภทที่สอง งานที่ประสาน ส่งเสริม กำกับ หรือติดตาม ถ้อยคำคือ ประสานและติดตาม โดยมีหน่วยงานใดเป็นผู้ดำเนินการ
ประเภทที่สาม งานที่ต้องร่วมดำเนินการกับหน่วยงานอื่น ถ้อยคำคือ ดำเนินการร่วมระหว่างหน่วยงาน ก ข ค โดยมี ก เป็นเจ้าภาพหลัก
ประเภทที่สี่ งานที่ต้องเสนอผู้มีอำนาจพิจารณา ถ้อยคำคือ เสนอผู้ว่าราชการจังหวัด หรือกระทรวง หรือ ก.ค.ศ. พิจารณา
ข้อสังเกตสำคัญคือ ประเภทที่สี่ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการเขียนให้ถูกต้อง เพราะการเสนอเรื่องต่อผู้มีอำนาจก็เป็นงานที่ต้องทำจริงและวัดผลได้จริง
ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ถ้าเราเขียนว่าให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดจัดสรรอัตราครูเพิ่มเติมให้โรงเรียนขนาดเล็ก นั่นคือการเขียนเกินอำนาจ เพราะเราไม่มีอำนาจนั้น
แต่ถ้าเขียนว่า รวบรวมข้อมูลอัตรากำลังครูของสถานศึกษาขนาดเล็กรายอำเภอ วิเคราะห์ช่องว่างตามสาระวิชา และเสนอต่อ ก.ค.ศ. และ สพฐ. พิจารณาจัดสรร นั่นคือภารกิจประเภทที่สี่ ซึ่งทำได้จริงและติดตามผลได้จริง
ขอให้ทุกมาตรการที่เราเขียนวันนี้ มีการระบุประเภทภารกิจกำกับไว้ทุกข้อ
ส่วนที่ 5 · เครื่องมือสองชิ้นสำหรับภาคปฏิบัติ
34:00 – 43:00 น.
ส่วนนี้เป็นเครื่องมือที่ผมขอให้ใช้ในช่วงปฏิบัติการ
เครื่องมือชิ้นที่หนึ่ง ลูกโซ่ตรวจสอบย้อนกลับ [34:00 – 39:00]
ข้อทดสอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกแผน คือ สุ่มโครงการมาสามโครงการ แล้วไล่ย้อนกลับตามลูกโซ่เจ็ดขั้น
จากโครงการ ไปกลยุทธ์ ไปประเด็นยุทธศาสตร์ ไปปัญหา ไปสาเหตุราก ไปข้อมูล ไปแหล่งอ้างอิง
ถ้าขาดตอนที่จุดใด แปลว่าโครงการนั้นไม่มีเหตุผลรองรับ ต้องแก้หรือตัดออก
ผมขอยกตัวอย่างที่ไล่ครบจริง โครงการจัดทำบัญชีเด็กอายุ 3 ถึง 18 ปีที่ไม่มีรายชื่อในสถานศึกษาใด จำแนกรายตำบล
ขั้นโครงการคือการเชื่อมข้อมูลทะเบียนราษฎรกับข้อมูลนักเรียนทุกสังกัด · ขั้นกลยุทธ์คือระบบเฝ้าระวังผู้เรียนรายบุคคล · ขั้นประเด็นยุทธศาสตร์คือโอกาสและความเสมอภาค · ขั้นปัญหาคือเด็กหลุดจากระบบและกลับเข้ามาแล้วหลุดซ้ำ · ขั้นสาเหตุรากคือไม่มีระบบข้อมูลติดตามเด็กรายบุคคลที่ใช้ร่วมข้ามสังกัด · ขั้นข้อมูลคือสาเหตุการออกกลางคันร้อยละ 70 มาจากการอพยพ · และขั้นแหล่งอ้างอิงคือมติคณะรัฐมนตรี Zero Dropout กับตารางที่ 3.12 ของรายงานสถิติจังหวัด
ลูกโซ่นี้ไม่ขาดตอน โครงการนี้จึงมีเหตุผลรองรับ
[หยุด]
และ ลูกโซ่ที่ขาดตอนไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นรายการสิ่งที่ต้องไปหา ถ้าขาดที่ขั้นข้อมูล แปลว่าต้องไปหาข้อมูลก่อน ไม่ใช่เขียนโครงการไปก่อนแล้วหาข้อมูลมารองรับทีหลัง
เครื่องมือชิ้นที่สอง กับดักคำสี่คำ [39:00 – 43:00]
คำสี่คำที่ผมขอให้ระวังคือ ส่งเสริม พัฒนา ยกระดับ บูรณาการ ไม่ใช่ห้ามใช้ แต่ ห้ามใช้โดยไม่ระบุว่าทำอะไร กับใคร ด้วยกลไกใด และวัดผลอย่างไร
ถ้าเราเขียนว่า ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการอ่านของผู้เรียน ประโยคนี้ใช้กับจังหวัดใดก็ได้ และไม่มีใครรู้ว่าต้องทำอะไร
แต่ถ้าเขียนว่า คัดกรองการอ่านของนักเรียน ป.1 ถึง ป.3 ทุกสังกัดด้วยเครื่องมือเดียวกันปีละสองครั้ง จัดกลุ่มโรงเรียนที่มีผลต่ำกว่าเกณฑ์เป็นพื้นที่มุ่งเป้า จัดทีมนิเทศเฉพาะกิจไม่น้อยกว่าสี่ครั้งต่อโรงเรียนต่อปี และรายงานความก้าวหน้ารายโรงเรียนทุกภาคเรียน เรื่องเดียวกันครับ แต่ฝั่งหลังบอกได้ว่าใครต้องทำอะไร เมื่อไหร่ และวัดผลอย่างไร
วิธีทดสอบคือ อ่านมาตรการแล้วถามว่า ถ้าปีหน้ามีคนถามว่าทำไปหรือยัง เราตอบด้วยตัวเลขได้ไหม ถ้าตอบไม่ได้ แปลว่ายังเขียนไม่เสร็จ
ส่วนที่ 6 · สิ่งที่ขอจากที่ประชุมและปิด
43:00 – 48:00 น.
สามสิ่งที่ผมขอจากที่ประชุมวันนี้
สิ่งแรก ขอให้แต่ละหน่วยงานจัดทำบัญชีข้อมูลที่ตนมี โดยระบุห้าอย่าง คือ ชื่อชุดข้อมูล · ระดับความละเอียดว่าจำแนกถึงอำเภอหรือโรงเรียนหรือไม่ · จำนวนปีย้อนหลังที่มี · รอบการจัดเก็บ · และวันที่ส่งได้
ผมขอย้ำเรื่องนี้เป็นพิเศษครับ ข้อมูลหกเรื่องที่ผมพูดวันนี้ อยู่ในจังหวัดเราทั้งหมด และหน่วยงานเจ้าของข้อมูลอยู่ในห้องนี้เกือบทุกแห่ง
ปัญหาของเราไม่ใช่การไม่มีข้อมูล แต่คือข้อมูลไม่ถูกรวบรวมมาที่เดียวกัน
สิ่งที่สอง ขอให้ทุกมาตรการที่เขียนวันนี้ ระบุสามอย่างเป็นอย่างน้อย คือ ประเภทภารกิจว่าเป็นประเภทหนึ่งถึงสี่ · เจ้าภาพหลักที่แท้จริง · และวิธีวัดผลที่ตอบด้วยตัวเลขได้
สิ่งที่สาม ขอให้บรรจุสามเรื่องไว้ในวาระของการทบทวนรอบนี้ คือ การสอบถามนิยามที่ขัดแย้งสามรายการ · การตัดสินใจเรื่องประเด็นยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยว่าจะคงเป็นประเด็นแยกหรือยุบเป็นกลยุทธ์ · และการพิจารณาเพิ่มมาตรการด้านปฐมวัยในรูปแบบภารกิจประสาน
ปิด
ผมขอปิดด้วยสามประโยคที่อยากให้ท่านจำกลับไป
ประโยคแรก การทบทวนรอบนี้เป็นรอบสุดท้ายของแผนฉบับนี้ และเป็นรอบแรกของแผนรอบใหม่ไปพร้อมกัน ค่าฐานที่เราจัดทำวันนี้จะติดไปกับแผนรอบใหม่อีกห้าปี รวมเป็นสิบปี
ประโยคที่สอง ปัญหาของเราไม่ใช่การไม่มีข้อมูล แต่คือข้อมูลไม่ถูกรวบรวมมาที่เดียวกัน และยังไม่มีคนอ่านมันอย่างตั้งใจ
ประโยคที่สาม เด็กอายุศูนย์ปีของเรามี 4,610 คน ส่วนเด็กอายุ 17 ปีมี 9,665 คน ไม่มีมาตรการใดในแผนที่เปลี่ยนตัวเลขนี้ได้ สิ่งที่เราทำได้คือออกแบบระบบให้ทำงานได้ดีเมื่อมันเล็กลง
[หยุด]
ท้ายที่สุดครับ ตลอดการอ่านเอกสารของจังหวัดนี้ ผมพบว่า ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวางแผนที่ดี มีอยู่แล้วเกือบครบ สิ่งที่ขาดไม่ใช่ข้อมูล ไม่ใช่ความตั้งใจ และไม่ใช่ความสามารถ
สิ่งที่ขาดคือกลไกที่ทำให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาอยู่ที่เดียวกัน
ซึ่งเป็นสิ่งที่การประชุมวันนี้สร้างขึ้นได้ และเป็นมรดกที่มีค่าที่สุดที่แผนฉบับนี้จะทิ้งไว้ให้แผนฉบับหน้า
ขอบคุณครับ
---
ภาคผนวก ก: คำถามที่คาดว่าจะถูกถาม และแนวคำตอบ
| คำถาม | แนวคำตอบ |
|---|---|
| ค่าฐาน 1,181 คนที่ท่านว่าขัดแย้ง เราเอามาจากไหน | ผมไม่ทราบครับ และนั่นคือเหตุผลที่ผมขอให้สอบถาม ผมไม่ได้บอกว่าผิด แต่บอกว่าขัดแย้งกับอีกแหล่ง และเป็นไปได้มากว่าทั้งสองถูก แต่วัดคนละเรื่อง |
| ถ้าแก้ค่าเป้าหมายให้สูงขึ้นแล้วทำไม่ได้จะทำอย่างไร | มีทางที่สาม คือระงับตัวชี้วัดไว้ก่อนแล้วระบุว่ารอจัดทำข้อมูลฐาน การตั้งเป้าที่บรรลุแน่โดยไม่ต้องทำอะไร ไม่ได้ช่วยให้บริหารง่ายขึ้น แต่ทำให้เราไม่รู้ว่ากำลังไปทางไหน |
| ข้อมูลรายอำเภอมีจริงหรือ ทำไมเราไม่เคยเห็น | มีครับ อยู่ในรายงานสถิติจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2568 ตารางที่ 3.1 3.8 และ 3.10 ซึ่งสำนักงานสถิติจังหวัดจัดทำและเผยแพร่ทุกปี |
| ศธจ. ไม่มีอำนาจสั่งการ อปท. แล้วจะทำเรื่องปฐมวัยได้อย่างไร | ถูกต้องครับ จึงต้องเขียนเป็นภารกิจประสานและส่งเสริม ระบุเจ้าภาพหลักที่แท้จริงคือ อปท. และใช้กลไกจังหวัดเป็นเวทีประสาน การเขียนให้ตรงกับอำนาจจริงคือสิ่งที่ทำให้แผนเดินได้ |
| หน่วยงานของเราไม่มีข้อมูลจำแนกรายอำเภอ จะทำอย่างไร | จังหวัดนี้มีแล้วในรายงานสถิติจังหวัด พ.ศ. 2568 ตารางที่ 3.1 3.8 และ 3.10 หากหน่วยงานท่านยังไม่ได้ดึงมาใช้ ให้ระบุในบัญชีข้อมูลตามจริง ซึ่งมีค่าเท่ากับการระบุว่ามี เพราะทำให้เรารู้ว่าตัวชี้วัดใดตั้งค่าฐานได้และตัวใดยังตั้งไม่ได้ |
| ตกอันดับประเทศเป็นความผิดของใคร | ไม่ใช่ความผิดของใครครับ ข้อมูลบอกว่าค่าตัวเลขของเราดีขึ้นทุกปี แต่จังหวัดอื่นดีขึ้นเร็วกว่า สิ่งที่ข้อมูลบอกคือเราต้องเร่งกว่าเดิม ไม่ใช่เราทำไม่ดี |
| เวลาน้อย จะทำทั้งหมดนี้ไม่ทัน | สิ่งที่ผมขอจริง ๆ มีอย่างเดียว คือบัญชีข้อมูล ซึ่งใช้เวลาไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ต่อหน่วยงาน ส่วนที่เหลือเป็นการเลือกใช้ถ้อยคำให้ถูกต้องระหว่างที่เขียนอยู่แล้ว ไม่ได้เพิ่มงาน |
| แผนปฏิบัติการปี 2570 ต้องรอแผนห้าปีเสร็จก่อนหรือไม่ | ไม่ต้องครับ แต่ต้องตกลงเรื่องปัญหาและลำดับความสำคัญก่อน แล้วจึงเลือกโครงการ ซึ่งทำได้ในวันเดียวกัน ขอเพียงอย่ากลับลำดับ |
ภาคผนวก ข: ตัวเลขสำคัญที่ต้องจำก่อนขึ้นเวที
| ประเด็น | ตัวเลข |
|---|---|
| ประชากรอายุ 0 ปี เทียบอายุ 17 ปี | 4,610 เทียบ 9,665 คน คือร้อยละ 47.7 |
| ประชากรวัยภาคบังคับ 2569 ถึง 2575 | 74,308 เหลือ 57,040 คน ลดลงร้อยละ 23.2 |
| ช่องว่างนักเรียนต่อห้องเรียนระหว่างอำเภอ | 11 ต่อ 1 ถึง 28 ต่อ 1 ต่างกัน 2.5 เท่า |
| สาเหตุการออกกลางคันอันดับหนึ่ง | อพยพตามครอบครัว 77 จาก 110 คน คือร้อยละ 70 |
| สาเหตุจากฐานะยากจน | 2 คน คือร้อยละ 1.8 |
| ตำแหน่งงานว่างต่อผู้สมัคร สายอาชีวศึกษา | 5,327 ต่อ 2,567 คือ 2.08 |
| ตำแหน่งงานว่างต่อผู้สมัคร สายมัธยมสามัญ | 6,763 ต่อ 7,162 คือ 0.94 |
| ตำแหน่งงานที่หาคนไม่ได้ ปี 2568 | 5,894 อัตรา |
| อันดับประเทศที่ตก | ปีการศึกษาเฉลี่ย 7 เป็น 10 · เข้าเรียน ม.ปลาย 35 เป็น 52 · ปฐมวัย 29 เป็น 56 · O-NET 41 เป็น 57 |
| ปีการศึกษาเฉลี่ย | 9.32 เพิ่มเป็น 9.95 ปี แต่อันดับตก |
| ความขัดแย้งค่าฐานออกกลางคัน | 1,181 เทียบ 110 คน ต่างกัน 10.7 เท่า |
| อนุกรมออกกลางคัน 10 ปี | 37 · 37 · 68 · 91 · 96 · 183 · 157 · 240 · 154 · 110 |
| ความขัดแย้งจำนวนครู | 9,072 · 7,358 · 6,014 คน จากสามแหล่ง |
| ความขัดแย้งอัตราเข้าเรียน ม.ปลาย | 76.39 เทียบ 51.17 ต่างกัน 25 จุด |
| สถานศึกษาเอกชน | 40 แห่ง ผู้เรียน 24,642 คน คือร้อยละ 16.6 · ลดลงร้อยละ 8.1 ต่อปี · กระจุกในสองอำเภอร้อยละ 64.2 · เจ็ดอำเภอไม่มีเลย · ขนาดเฉลี่ย 616 คนต่อแห่ง |
| จำนวนผู้เรียนสามตัวเลขจากสามแหล่ง | 148,373 · 115,123 · 81,776 คน |
ภาคผนวก ค: ข้อเสนอสำหรับภาคปฏิบัติช่วงบ่าย
หากผู้จัดต้องการต่อยอดจากการบรรยาย ผมเสนอกิจกรรมสามใบงานตามลำดับนี้
| ลำดับ | ใบงาน | เวลา | ผลผลิต |
|---|---|---|---|
| 1 | บัญชีข้อมูลที่หน่วยงานมี ให้แต่ละหน่วยงานกรอกห้าช่อง คือ ชื่อชุดข้อมูล · ระดับความละเอียด · จำนวนปีย้อนหลัง · รอบการจัดเก็บ · วันที่ส่งได้ | 30 นาที | บัญชีข้อมูลระดับจังหวัดฉบับแรก |
| 2 | จำแนกประเภทภารกิจ ให้แต่ละกลุ่มนำมาตรการที่เตรียมมา จำแนกเป็นประเภทหนึ่งถึงสี่ พร้อมระบุเจ้าภาพหลักที่แท้จริง | 45 นาที | รายการมาตรการที่ระบุอำนาจได้ถูกต้อง |
| 3 | ไล่ลูกโซ่ย้อนกลับ ให้แต่ละกลุ่มเลือกโครงการของตนมาสองโครงการ แล้วไล่ย้อนกลับเจ็ดขั้น ระบุว่าขาดตอนที่ขั้นใด | 45 นาที | รายการโครงการที่มีเหตุผลรองรับ และรายการข้อมูลที่ต้องไปหา |
ข้อแนะนำสำหรับผู้ดำเนินรายการ ใบงานที่ 1 สำคัญที่สุดและต้องทำให้เสร็จแน่นอน หากเวลาไม่พอ ให้ตัดใบงานที่ 3 ไม่ใช่ใบงานที่ 1 เพราะบัญชีข้อมูลคือสิ่งที่กำหนดว่าแผนรอบใหม่จะมีค่าฐานตัวชี้วัดหรือไม่
ภาคผนวก ง: สิ่งที่ไม่ควรพูด
| ไม่ควรพูด | เหตุผล |
|---|---|
| แผนฉบับนี้ใช้ไม่ได้ หรือ เขียนผิดหมด | ไม่จริง และจะทำให้ที่ประชุมปิดกั้น ข้อบกพร่องที่พบเป็นเรื่องเชิงเทคนิคที่แก้ได้ |
| ระบุชื่อผู้จัดทำหรือหน่วยงานที่เป็นต้นเหตุของตัวเลขที่ขัดแย้ง | ผิดหลักการให้ความเห็นเชิงวิชาการ และไม่ช่วยแก้ปัญหา |
| สรุปว่าจังหวัดมีคุณภาพการศึกษาแย่ | ข้อมูลไม่ได้บอกเช่นนั้น บอกเพียงว่าพัฒนาช้ากว่าจังหวัดอื่น ซึ่งเป็นคนละเรื่อง |
| ให้ตัวเลขที่จำไม่ได้แน่ชัด | หากไม่แน่ใจ ให้บอกว่าจะตรวจสอบและส่งให้ภายหลัง |
| รับปากว่าจะไปประสานข้อมูลกับหน่วยงานอื่นให้ | เกินบทบาท ควรเสนอให้ที่ประชุมมอบหมายผู้รับผิดชอบแทน |
| พูดถึงแผนรอบใหม่ 2571–2575 ในรายละเอียดมากเกินไป | วันนี้เป็นการทบทวนแผนเดิมและทำแผนปฏิบัติการ 2570 การพูดถึงแผนรอบใหม่มากเกินไปจะทำให้ที่ประชุมไขว้เขว |
คำกล่าวเปิดและบทบรรยายพิเศษ จัดทำเมื่อ 31 สิงหาคม 2569