สำหรับการทบทวนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
ความยาว: 30 นาที · รูปแบบ: บรรยายในที่ประชุมคณะทำงานหรือคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด วันที่จัดทำ: 31 สิงหาคม 2569
คำชี้แจงสำหรับผู้บรรยายก่อนขึ้นเวที
บทบาทและน้ำเสียง
ท่านพูดในฐานะ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับเชิญมาให้ความเห็น ไม่ใช่ผู้ตรวจสอบและไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา น้ำเสียงที่เหมาะสมมีสามลักษณะ
หนึ่ง ตรงไปตรงมาแต่ไม่ตำหนิบุคคล ทุกครั้งที่พูดถึงข้อบกพร่อง ให้พูดถึง ตัวเลขหรือกระบวนการ ไม่ใช่ผู้จัดทำ ใช้คำว่า "ตัวชี้วัดข้อนี้มีปัญหา" แทน "ผู้จัดทำเขียนผิด"
สอง ยอมรับข้อจำกัดของตนเองก่อน เปิดด้วยการบอกว่าท่านยังไม่ได้อ่านเอกสารอะไรบ้าง ซึ่งจะทำให้ข้อเสนอที่ตามมามีน้ำหนักมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง
สาม ให้เครดิตสิ่งที่ทำได้ดีอย่างเจาะจง ไม่ใช่คำชมลอย ๆ แต่ระบุว่าดีตรงไหนและเพราะอะไร
สิ่งที่ต้องเตรียม
- [ ] สำเนาแผนฉบับทบทวนล่าสุดที่มี เพื่ออ้างอิงเลขตารางได้ทันทีหากมีผู้ถาม
- [ ] ตรวจสอบว่าฉบับทบทวนประจำปีงบประมาณ 2570 จัดทำเสร็จแล้วหรือยัง และท่านได้อ่านหรือไม่ หากได้อ่านแล้ว ให้ปรับคำเปิดในส่วนที่ 0 ทั้งหมด
- [ ] ตรวจสอบว่าในห้องมีผู้แทนจากสังกัดใดบ้าง เพื่อปรับตัวอย่างให้ตรงกลุ่ม
- [ ] เตรียมตอบคำถามเรื่องค่าฐานการออกกลางคัน ซึ่งน่าจะถูกถามแน่นอน
- [ ] ทบทวนตัวเลขในภาคผนวก ข ให้จำได้ก่อนขึ้นเวที
แผนบริหารเวลา
| ช่วงเวลา | ส่วน | เนื้อหา | ตัวอักษรที่พูด |
|---|---|---|---|
| 0:00–2:00 | ส่วนที่ 0 | เปิดและวางกรอบ | ~600 |
| 2:00–4:30 | ส่วนที่ 1 | เหตุใดการทบทวนรอบนี้ต่างจากทุกรอบ | ~750 |
| 4:30–9:30 | ส่วนที่ 2 | ความเห็นต่อแผนฉบับปัจจุบัน | ~1,500 |
| 9:30–20:30 | ส่วนที่ 3 | ข้อมูลใหม่ห้าเรื่องที่เปลี่ยนข้อสรุปเดิม | ~3,200 |
| 20:30–26:30 | ส่วนที่ 4 | ข้อเสนอสามกลุ่ม | ~1,750 |
| 26:30–30:00 | ส่วนที่ 5 | ปิดและสิ่งที่ขอจากที่ประชุม | ~850 |
| รวม | ~8,650 |
วิธีที่ผู้จัดทำประเมินเวลา นับจำนวนตัวอักษรที่ต้องพูดจริง โดยตัดหัวข้อ ตาราง และคำสั่งการแสดงออก แล้วหารด้วยอัตราการพูดภาษาไทยแบบบรรยายในที่ประชุม ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 280 ถึง 300 ตัวอักษรต่อนาที สคริปต์นี้จึงอยู่ที่ 29 ถึง 31 นาที โดยยังไม่รวมเวลาหยุดตามที่กำกับไว้
⚠️ ข้อควรทราบ ช่วงหยุดที่กำกับด้วย [หยุด] มี 7 จุด หากหยุดจุดละ 5 วินาที จะเพิ่มเวลารวมประมาณ 35 วินาที หากท่านพูดช้ากว่าค่าเฉลี่ย ควรตัดตามรายการด้านล่าง และควรซ้อมจับเวลาหนึ่งรอบก่อนวันจริง
หากต้องตัดเวลา ตัดตามลำดับนี้ คือ ส่วนที่ 2 หัวข้อสิ่งที่ทำได้ดี ประหยัด 1 นาที · ข้อบกพร่องข้อที่สี่และห้า ประหยัด 1.5 นาที · เรื่องที่สองในส่วนที่ 3 เรื่องความเหลื่อมล้ำรายอำเภอ ประหยัด 2 นาที
สี่เรื่องที่ห้ามตัดไม่ว่ากรณีใด ความขัดแย้งค่าฐานการออกกลางคัน · สาเหตุการออกกลางคันร้อยละ 70 · ตัวเลขประชากรร้อยละ 47.7 · และคำขอเรื่องบัญชีข้อมูลในส่วนที่ 5
---
บทบรรยาย
วิธีอ่านสคริปต์นี้ ข้อความปกติคือสิ่งที่พูด · ข้อความในวงเล็บเหลี่ยมคือคำสั่งการแสดง ไม่ต้องพูด · ตัวหนาคือจุดที่ควรเน้นเสียงและพูดช้าลง
ส่วนที่ 0 · เปิดและวางกรอบ — 2 นาที
สวัสดีครับท่านประธานและท่านผู้เข้าร่วมประชุม
ผมได้รับเชิญมาให้ความเห็นต่อการทบทวนแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัด สำหรับปีงบประมาณ 2570 ขอเรียนสามเรื่องก่อนเริ่ม
เรื่องแรก สิ่งที่ผมยังไม่ได้อ่านคือฉบับทบทวน 2570 ซึ่งเป็นเรื่องที่เรากำลังจะพูดถึงวันนี้ ผมอ่านฉบับทบทวน 2568 แผนปฏิบัติราชการ 2569 รายงานสถิติจังหวัด รายงานด้านแรงงาน และแผนพัฒนาจังหวัด ข้อสังเกตบางข้ออาจแก้ไปแล้ว ขอให้ท่านทักท้วงได้ทันที
เรื่องที่สอง ผมไม่ได้มาตรวจสอบใคร ข้อสังเกตทุกข้อเป็นเรื่องของตัวเลขและกระบวนการ และเป็นข้อบกพร่องที่พบได้ในแผนระดับจังหวัดแทบทุกจังหวัด
เรื่องที่สาม ผมจะตอบสามคำถาม คือ รอบนี้ต่างจากรอบก่อนอย่างไร · แผนปัจจุบันควรแก้อะไร · และมีข้อมูลใหม่อะไรที่เปลี่ยนข้อสรุปเดิม
ส่วนที่ 1 · เหตุใดรอบนี้ต่างจากทุกรอบ — 3 นาที
แผนฉบับนี้ครอบคลุมปี 2566 ถึง 2570 การทบทวนสำหรับปีงบประมาณ 2570 จึงเป็นรอบสุดท้ายของแผนฉบับนี้ และเกิดขึ้นปีเดียวกับที่เราต้องจัดทำแผนรอบใหม่ พ.ศ. 2571 ถึง 2575 ให้ทันรอบแผนจังหวัดและแผนระดับชาติ
การทบทวนรอบนี้จึงทำสองหน้าที่พร้อมกัน คือปิดแผนเดิมให้เรียบร้อย และส่งต่อฐานข้อมูลกับค่าฐานตัวชี้วัดให้แผนรอบใหม่
[หยุด]
ค่าฐานตัวชี้วัดที่เราจัดทำในรอบนี้ จะกลายเป็นค่าฐานของแผนรอบใหม่โดยอัตโนมัติ เพราะไม่มีใครมีเวลาไปจัดทำใหม่ทั้งชุดในปีหน้า
แปลว่าถ้าเราปล่อยให้ตัวชี้วัดที่มีข้อบกพร่องคงอยู่ในรอบนี้ ข้อบกพร่องนั้นจะติดไปกับแผนรอบใหม่อีกห้าปี รวมเป็นสิบปี
และนี่เป็นครั้งสุดท้ายที่แก้ได้โดยไม่ต้องรื้อโครงสร้าง เพราะการแก้ในรอบทบทวนถือเป็นการปรับปรุงตามปกติ
ส่วนที่ 2 · ความเห็นต่อแผนฉบับปัจจุบัน — 5 นาที
สิ่งที่ทำได้ดีและควรคงไว้
โครงสร้างประเด็นยุทธศาสตร์ห้าประเด็นใช้ได้จริง ผมเทียบกับโครงสร้างตามหลักวิชาการแล้วตรงกันสี่ในห้าประเด็น แผนรอบใหม่จึงไม่ต้องรื้อโครงสร้าง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่หลายจังหวัดไม่มี และแผนระบุหน่วยงานรับผิดชอบร่วมในตัวชี้วัดไว้แล้ว ซึ่งแผนจังหวัดจำนวนมากไม่ทำ
ห้าข้อบกพร่องเชิงเทคนิคที่ขอให้พิจารณาแก้
ข้อแรก มีตัวชี้วัดสองรายการที่ค่าเป้าหมายต่ำกว่าค่าฐาน ตัวชี้วัดประชากรอายุ 3 ถึง 5 ปีเข้าเรียนปฐมวัย ค่าฐาน 88.02 แต่ตั้งเป้าปี 2570 ไว้ที่ 84 และตัวชี้วัดผู้พิการ ค่าฐาน 88.02 เช่นกัน แต่ตั้งเป้าไว้ที่ 70
ผลคือ แผนจะรายงานว่าบรรลุเป้าหมายได้ทุกปีโดยไม่ต้องทำอะไร และถ้าผลงานแย่ลงจริง ระบบก็ยังแสดงว่าบรรลุ ตัวชี้วัดจึงสูญเสียหน้าที่ในการบริหาร
ข้อที่สอง ค่าฐานของสองตัวนี้เท่ากันพอดีที่ 88.02 ทั้งที่วัดคนละเรื่อง น่าจะเกิดจากการคัดลอกค่าระหว่างช่องในตาราง
ข้อที่สาม และข้อนี้ร้ายแรงที่สุด คือค่าฐานการออกกลางคัน
แผนระบุ 1,181 คน ขณะที่รายงานสถิติจังหวัด พ.ศ. 2568 ตารางที่ 3.11 ระบุปีการศึกษา 2567 ไว้ที่ 110 คน ต่างกัน 10.7 เท่า
และอนุกรมสิบปีคือ 37 · 37 · 68 · 91 · 96 · 183 · 157 · 240 · 154 · 110 ไม่มีปีใดใกล้เคียง 1,181 เลย ปีสูงสุดคือ 240 คน
ผลคือ แผนตั้งเป้าปี 2570 ไว้ที่ 800 คน ถ้าค่าฐานที่ถูกคือ 110 แปลว่าแผนกำลังตั้งเป้าให้เด็กออกกลางคันเพิ่มขึ้นเกือบแปดเท่า
ผมไม่ได้บอกว่าตัวไหนผิดนะครับ เป็นไปได้มากว่าทั้งสองถูก แต่วัดคนละเรื่อง ตัวเลข 110 น่าจะเป็นการออกกลางคันตามระบบรายงานของสถานศึกษา ส่วน 1,181 อาจเป็นเด็กนอกระบบตามนิยาม Zero Dropout ซึ่งกว้างกว่ามาก
ข้อเสนอคือ ถ้าเป็นสองนิยามจริง ให้แยกเป็นสองตัวชี้วัด และห้ามเลือกใช้ค่าใดค่าหนึ่งอย่างเงียบ ๆ
ข้อที่สี่ มีตัวชี้วัดที่ตั้งค่าฐาน 100 และเป้า 100 ทุกปี ซึ่งบรรลุอยู่แล้วตั้งแต่ปีฐาน จึงไม่ให้ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจได้
ข้อที่ห้า พบข้อมูลขัดแย้งกันเองในเล่มเดียวกัน เนื้อความระบุผู้เรียน 150,594 คน แต่ตารางที่ 10 รวมได้ 154,373 คน ผมยกขึ้นมาเพราะมันแสดงว่าเรายังไม่มีขั้นตอนตรวจสอบความสอดคล้องภายในก่อนส่งเล่ม
ส่วนที่ 3 · ข้อมูลใหม่ห้าเรื่องที่เปลี่ยนข้อสรุปเดิม — 11 นาที
ส่วนนี้คือหัวใจของวันนี้ ข้อมูลทั้งห้าเรื่องมีอยู่แล้วในเอกสารของหน่วยงานในจังหวัดเรา แต่ยังไม่ได้เข้ามาในแผน
เรื่องที่หนึ่ง สาเหตุการออกกลางคันไม่ใช่ความยากจน
รายงานสถิติจังหวัด ตารางที่ 3.12 ระบุสาเหตุการออกกลางคัน 110 คน ในปีการศึกษา 2567
อพยพตามครอบครัว 77 คน คือร้อยละ 70 · ปัญหาครอบครัว 13 คน · ปัญหาการปรับตัว 10 คน · ฐานะยากจน 2 คน คือร้อยละ 1.8
[หยุด ให้ตัวเลขทำงาน]
ถ้าไม่มีข้อมูลนี้ เราจะออกแบบมาตรการเป็นทุนการศึกษา เพราะสันนิษฐานว่าความยากจนคือสาเหตุ แต่ข้อมูลบอกว่าความยากจนเป็นสาเหตุเพียงร้อยละ 1.8
รายอำเภอ การออกกลางคันจากการอพยพสูงสุดที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา 22 คน บางปะอิน 11 คน วังน้อย 10 คน ซึ่งเป็นเขตเมืองและเขตอุตสาหกรรมทั้งสามอำเภอ
มาตรการที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ทุนการศึกษา แต่คือระบบส่งต่อข้อมูลผู้เรียนข้ามสถานศึกษาและข้ามจังหวัด
เรื่องที่สอง ความเหลื่อมล้ำระหว่างอำเภอกว้าง 2.5 เท่า
รายงานสถิติจังหวัดมีข้อมูลรายอำเภอครบทั้ง 16 อำเภอ ซึ่งแผนฉบับปัจจุบันยังไม่ได้ใช้
อัตราส่วนนักเรียนต่อห้องเรียนอยู่ระหว่าง 11 ต่อ 1 ในบางบาล มหาราช บ้านแพรก ถึง 28 ต่อ 1 ในอำเภอพระนครศรีอยุธยา ค่าเฉลี่ยจังหวัด 21 ต่อ 1 จึงปิดบังทั้งความแออัดในเขตเมืองและความเล็กเกินขนาดในเขตเกษตร
ขอเตือนว่า อัตราส่วนต่ำไม่ได้แปลว่าคุณภาพดี มหาราชมีนักเรียน 9 คนต่อครู 1 คน ซึ่งในโรงเรียนขนาดเล็กมักหมายถึงครูไม่ครบทุกสาระวิชา แผนรอบใหม่จึงต้องมีตัวชี้วัดที่วัดช่องว่างระหว่างพื้นที่ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยจังหวัดอย่างเดียว
เรื่องที่สาม ตัวเลขประชากรที่กำหนดทุกอย่าง
ข้อมูลกรมการปกครอง ณ มกราคม 2569 ระบุว่า จังหวัดเรามีเด็กอายุ 0 ปี 4,610 คน และเยาวชนอายุ 17 ปี 9,665 คน คิดเป็นร้อยละ 47.7
[หยุดยาว]
ในเวลา 17 ปี ขนาดรุ่นเด็กเกิดใหม่ลดลงเหลือไม่ถึงครึ่งของรุ่นที่กำลังจะจบการศึกษา
และนี่ไม่ใช่การคาดการณ์ เพราะเด็กเหล่านี้เกิดแล้วและมีชื่อในทะเบียนราษฎรแล้ว
ประชากรวัยภาคบังคับอายุ 6 ถึง 14 ปี จะลดจาก 74,308 คน เหลือ 57,040 คนในปี 2575 คือลดลงร้อยละ 23.2 ภายในช่วงของแผนรอบใหม่พอดี
ไม่มีมาตรการใดเปลี่ยนตัวเลขนี้ได้ในห้าปี แผนรอบใหม่จึงต้องออกแบบให้ ทำงานได้ดีในระบบที่เล็กลง ไม่ใช่พยายามทำให้ระบบไม่เล็กลง ซึ่งเป็นคนละโจทย์ และผมขอเสนอให้ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขแรกในบทสรุปผู้บริหารของแผนรอบใหม่
เรื่องที่สี่ ตลาดแรงงานต้องการสายอาชีวะมากกว่าที่เราผลิต
รายงานสถานการณ์ด้านแรงงานจังหวัด ปี 2568 ระบุว่า ตำแหน่งงานว่างสายอาชีวศึกษารวม 5,327 อัตรา แต่มีผู้สมัคร 2,567 คน คือ 2.08 ตำแหน่งต่อผู้สมัคร 1 คน ขณะที่สายมัธยมสามัญมี 6,763 อัตรา แต่ผู้สมัคร 7,162 คน คือ 0.94
ในจังหวัดที่มีนิคมอุตสาหกรรมห้าแห่ง ตลาดต้องการผู้จบสายอาชีวะมากกว่าคนมาสมัครถึงสองเท่า ขณะที่ผู้จบสายสามัญต้องแข่งขันกันเอง และปี 2568 มีตำแหน่งงาน 5,894 อัตราที่หาคนไม่ได้
ประเด็นที่ผมอยากเน้นคือ ข้อมูลชุดนี้มีอยู่แล้ว สำนักงานแรงงานจังหวัดทำรายงานนี้ทุกไตรมาส ปัญหาจึงไม่ใช่การไม่มีข้อมูล แต่คือข้อมูลไม่ถูกแปลให้สถานศึกษาใช้วางแผนได้ มาตรการที่ต้องเขียนจึงไม่ใช่การสร้างระบบใหม่ แต่คือการแปลและส่งต่อข้อมูลที่มีอยู่
เรื่องที่ห้า เราตกอันดับประเทศทุกตัวชี้วัดด้านการศึกษา
เรื่องสุดท้ายฟังยากที่สุด แต่จำเป็นต้องพูด
แผนพัฒนาจังหวัดฉบับทบทวน 2570 ตารางที่ 2.1 แสดงดัชนีความก้าวหน้าของคน มิติการศึกษาสี่รายการ พร้อมอันดับประเทศ ระหว่างปี 2562 ถึง 2565
ปีการศึกษาเฉลี่ย ตกจากอันดับ 7 เป็น 10 · การเข้าเรียนมัธยมปลาย ตกจาก 35 เป็น 52 · พัฒนาการเด็ก 0 ถึง 5 ปี ตกจาก 29 เป็น 56 · คะแนน O-NET มัธยมปลาย ตกจาก 41 เป็น 57 โดยตก 21 อันดับในปีเดียว
[หยุด]
แต่สิ่งที่ผมอยากให้สังเกตที่สุด ไม่ใช่การตกอันดับ
ค่าตัวเลขของปีการศึกษาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกปีครับ จาก 9.32 ปี เป็น 9.95 ปี แต่อันดับกลับตกลง เราไม่ได้ถอยหลัง เราเดินหน้า แต่เดินช้ากว่าคนอื่น
แผนรอบใหม่จึงต้องมีตัวชี้วัดเชิงเปรียบเทียบควบคู่กับตัวชี้วัดเชิงสัมบูรณ์ ไม่ใช้แทนกัน และผมขอฝากเรื่องปฐมวัยเป็นพิเศษ เพราะตกถึง 27 อันดับ และเป็นต้นน้ำที่สุดของระบบ แต่ยังไม่มีมาตรการเจาะจง
ส่วนที่ 4 · ข้อเสนอสามกลุ่ม — 6 นาที
กลุ่มที่หนึ่ง แก้ได้ทันที ไม่ต้องใช้งบประมาณ
หนึ่ง แก้ค่าเป้าหมายสองรายการที่ต่ำกว่าค่าฐาน โดยเลือกจากสามทาง คือแก้ค่าเป้าหมายพร้อมเหตุผล หรือแก้ค่าฐานหากพบว่าไม่ถูกต้อง หรือระงับไว้ก่อนแล้วระบุว่ารอข้อมูลฐาน ทางที่สามไม่ใช่การยอมแพ้ แต่ซื่อตรงกว่าการคงตัวเลขที่เรารู้ว่ามีปัญหา
สอง ตรวจสอบค่าฐานที่ซ้ำกันที่ 88.02 หากหาต้นทางไม่ได้ ให้ระงับไว้ก่อน
สาม สอบถามนิยามค่าฐานการออกกลางคัน แล้วแยกเป็นสองตัวชี้วัดหากเป็นคนละนิยาม
สี่ ปรับตัวชี้วัดที่ตั้ง 100 ต่อ 100 และ เพิ่มขั้นตอนตรวจสอบความสอดคล้องภายในก่อนส่งเล่ม
กลุ่มที่สอง เติมข้อมูลที่มีอยู่แล้ว
ข้อมูลเจ็ดชุดที่ควรเข้ามาในแผน ได้แก่ ข้อมูลการศึกษารายอำเภอ · อนุกรมเวลานักเรียนห้าปีและการออกกลางคันสิบปี · สาเหตุการออกกลางคันรายอำเภอ · ประชากรรายอายุจากกรมการปกครอง · ดัชนีความก้าวหน้าของคน · ตำแหน่งงานว่างจำแนกตามวุฒิ · และผลการทดสอบ O-NET ห้าปี
[หยุด]
ทั้งเจ็ดชุดนี้อยู่ในจังหวัดเราทั้งหมด และหน่วยงานเจ้าของข้อมูลอยู่ในห้องนี้เกือบทุกแห่ง
ปัญหาจึงไม่ใช่การไม่มีข้อมูล แต่คือข้อมูลไม่ถูกรวบรวมมาที่เดียวกัน
ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมคือ ขอให้แต่ละหน่วยงานจัดทำบัญชีข้อมูลที่ตนมี โดยระบุห้าอย่าง คือ ชื่อชุดข้อมูล · ระดับความละเอียดว่าจำแนกถึงอำเภอหรือโรงเรียนหรือไม่ · จำนวนปีย้อนหลัง · รอบการจัดเก็บ · และวันที่ส่งได้
ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ต่อหน่วยงาน แต่จะเป็นสิ่งที่ทำให้แผนรอบใหม่มีค่าฐานตัวชี้วัดได้จริง
กลุ่มที่สาม ตัดสินใจเชิงนโยบายที่ต้องทำในรอบนี้
เรื่องแรก ประเด็นความปลอดภัยจะคงเป็นประเด็นแยกหรือยุบเป็นกลยุทธ์ ความเห็นผมคือความปลอดภัยเป็นเงื่อนไขของการคงอยู่ในระบบมากกว่าเป็นเป้าหมายในตัวเอง แต่ถ้าที่ประชุมเห็นว่าการคงเป็นประเด็นแยกจะได้รับงบประมาณมากกว่า นั่นก็เป็นเหตุผลที่รับฟังได้ ขอเพียงให้ตัดสินในรอบนี้
เรื่องที่สอง จะเพิ่มมาตรการปฐมวัยหรือไม่ เด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดท้องถิ่น ซึ่งเราไม่มีอำนาจกำกับ จึงต้องเขียนเป็นภารกิจประสานและส่งเสริม พร้อมระบุเจ้าภาพหลักให้ชัด
เรื่องที่สาม จะปรับมาตรการเด็กหลุดจากระบบหรือไม่ ผมเสนอให้เปลี่ยนเป็นระบบส่งต่อข้อมูล แต่มีประเด็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องให้ฝ่ายกฎหมายวินิจฉัยก่อน
ส่วนที่ 5 · ปิด — 3 นาที
ขอสรุปด้วยสามประโยคที่อยากให้ท่านจำกลับไป
หนึ่ง การทบทวนรอบนี้คือรอบสุดท้ายของแผนฉบับนี้ และเป็นรอบแรกของแผนรอบใหม่ไปพร้อมกัน ค่าฐานที่เราทำในรอบนี้จะติดไปอีกห้าปี รวมเป็นสิบปี
สอง ปัญหาของเราไม่ใช่การไม่มีข้อมูล แต่คือข้อมูลไม่ถูกรวบรวมมาที่เดียวกัน
สาม เด็กอายุศูนย์ปีของเรามี 4,610 คน เด็กอายุ 17 ปีมี 9,665 คน ไม่มีมาตรการใดเปลี่ยนตัวเลขนี้ได้ สิ่งที่เราทำได้คือออกแบบระบบให้ทำงานได้ดีเมื่อมันเล็กลง
สามสิ่งที่ผมขอจากที่ประชุม
หนึ่ง ขอให้แต่ละหน่วยงานจัดทำบัญชีข้อมูลที่ตนมีภายในสองสัปดาห์ นี่เป็นสิ่งเดียวที่ผมขอ และเป็นสิ่งที่จะกำหนดว่าแผนรอบใหม่จะมีค่าฐานหรือไม่
สอง ขอให้บรรจุสามเรื่องเชิงนโยบายไว้ในวาระของการทบทวนรอบนี้ ไม่ต้องตัดสินวันนี้
สาม ขอให้มอบหมายผู้รับผิดชอบสอบถามนิยามที่ขัดแย้งสามรายการ คือค่าฐานการออกกลางคัน จำนวนครู และอัตราการเข้าเรียนมัธยมปลาย ทั้งสามเป็นการสอบถาม ไม่ใช่การสำรวจ จึงใช้เวลาไม่นาน
[หยุด]
ผมขอปิดด้วยความเห็นข้อเดียวครับ ตลอดการอ่านเอกสารของจังหวัดนี้ ผมพบว่า ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวางแผนที่ดี มีอยู่แล้วเกือบครบ สิ่งที่ขาดไม่ใช่ข้อมูล ไม่ใช่ความตั้งใจ และไม่ใช่ความสามารถ
สิ่งที่ขาดคือกลไกที่ทำให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาอยู่ที่เดียวกัน และมีคนอ่านมันอย่างตั้งใจ
ซึ่งเป็นสิ่งที่การทบทวนรอบนี้สร้างขึ้นได้ และเป็นมรดกที่มีค่าที่สุดที่แผนฉบับนี้จะทิ้งไว้ให้แผนฉบับหน้า
ขอบคุณครับ
---
ภาคผนวก ก: คำถามที่คาดว่าจะถูกถาม และแนวคำตอบ
| คำถาม | แนวคำตอบ |
|---|---|
| ค่าฐาน 1,181 คนที่ท่านว่าผิด เราเอามาจากไหน | ผมไม่ได้บอกว่าผิดครับ ผมบอกว่าขัดแย้งกับอีกแหล่งหนึ่ง และเป็นไปได้มากว่าทั้งสองถูก แต่วัดคนละเรื่อง สิ่งที่ผมขอคือให้สอบถามนิยามจากทั้งสองแหล่ง แล้วระบุไว้ในเอกสารว่าแต่ละตัวหมายถึงอะไร |
| ถ้าแก้ค่าเป้าหมายให้สูงขึ้น แล้วทำไม่ได้จะทำอย่างไร | นั่นคือเหตุผลที่ผมเสนอทางเลือกที่สาม คือระงับไว้ก่อนพร้อมระบุว่ารอข้อมูลฐาน การตั้งเป้าที่ทำได้แน่ ๆ โดยไม่ต้องทำอะไร ไม่ได้ช่วยให้บริหารง่ายขึ้น แต่ทำให้เราไม่รู้ว่าเรากำลังไปทางไหน |
| ข้อมูลรายอำเภอมีจริงหรือ ทำไมเราไม่เคยเห็น | มีครับ อยู่ในรายงานสถิติจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2568 ตารางที่ 3.1 3.8 และ 3.10 ซึ่งสำนักงานสถิติจังหวัดจัดทำและเผยแพร่ทุกปี |
| ศธจ. ไม่มีอำนาจสั่งการ อปท. แล้วจะทำเรื่องปฐมวัยได้อย่างไร | ถูกต้องครับ จึงต้องเขียนเป็นภารกิจประสานและส่งเสริม ไม่ใช่ภารกิจกำกับ และระบุเจ้าภาพหลักที่แท้จริง ซึ่งคือ อปท. โดย ศธจ. เป็นผู้ประสานผ่านกลไกจังหวัด การเขียนให้ตรงกับอำนาจจริงคือสิ่งที่ทำให้แผนเดินได้ |
| ตกอันดับประเทศ เป็นความผิดของใคร | ไม่ใช่ความผิดของใครครับ ข้อมูลบอกว่าค่าตัวเลขของเราดีขึ้นทุกปี แต่จังหวัดอื่นดีขึ้นเร็วกว่า สิ่งที่ข้อมูลบอกจึงไม่ใช่ว่าเราทำไม่ดี แต่คือเราต้องเร่งกว่าเดิม |
| เวลาเหลือน้อย จะทำทั้งหมดนี้ไม่ทัน | ข้อเสนอกลุ่มที่หนึ่งใช้เวลารวมไม่เกินสองสัปดาห์ เพราะเป็นการแก้ตัวเลขและสอบถามนิยาม ส่วนกลุ่มที่สองคือการขอข้อมูลที่มีอยู่แล้ว หากทำได้เพียงสองกลุ่มนี้ในรอบนี้ ก็ถือว่าวางฐานให้แผนรอบใหม่ได้แล้ว |
| ทำไมต้องรีบ ในเมื่อแผนใหม่ยังอีกหลายเดือน | เพราะแผนพัฒนาจังหวัดและแผนระดับชาติเข้ารอบใหม่พร้อมกันในปี 2571 ถ้าเราไม่มีค่าฐานตอนที่ต้องเสนอโครงการเข้าแผนจังหวัด เราจะเสนอได้เฉพาะโครงการที่ไม่มีตัวชี้วัดรองรับ ซึ่งมักไม่ได้รับการจัดสรร |
ภาคผนวก ข: ตัวเลขสำคัญที่ต้องจำให้ได้ก่อนขึ้นเวที
| ประเด็น | ตัวเลข |
|---|---|
| ความขัดแย้งค่าฐานการออกกลางคัน | 1,181 เทียบ 110 คน ต่างกัน 10.7 เท่า |
| อนุกรมออกกลางคัน 10 ปี | 37 · 37 · 68 · 91 · 96 · 183 · 157 · 240 · 154 · 110 |
| สาเหตุการออกกลางคันอันดับหนึ่ง | อพยพตามครอบครัว 77 จาก 110 คน คือร้อยละ 70 |
| สาเหตุจากฐานะยากจน | 2 คน คือร้อยละ 1.8 |
| ช่องว่างนักเรียนต่อห้องเรียน | 11 ต่อ 1 ถึง 28 ต่อ 1 ต่างกัน 2.5 เท่า |
| ประชากรอายุ 0 ปี เทียบอายุ 17 ปี | 4,610 เทียบ 9,665 คน คือร้อยละ 47.7 |
| ประชากรวัยภาคบังคับ 2569 ถึง 2575 | 74,308 เหลือ 57,040 คน ลดลงร้อยละ 23.2 |
| ตำแหน่งงานว่างต่อผู้สมัคร สายอาชีวศึกษา | 5,327 ต่อ 2,567 คือ 2.08 |
| ตำแหน่งงานว่างต่อผู้สมัคร สายมัธยมสามัญ | 6,763 ต่อ 7,162 คือ 0.94 |
| ตำแหน่งงานที่หาคนไม่ได้ ปี 2568 | 5,894 อัตรา |
| อันดับประเทศที่ตก | ปีการศึกษาเฉลี่ย 7 เป็น 10 · เข้าเรียน ม.ปลาย 35 เป็น 52 · ปฐมวัย 29 เป็น 56 · O-NET 41 เป็น 57 |
| ปีการศึกษาเฉลี่ย | 9.32 เพิ่มเป็น 9.95 ปี แต่อันดับตก |
ภาคผนวก ค: สิ่งที่ไม่ควรพูดในการบรรยายนี้
| ไม่ควรพูด | เหตุผล |
|---|---|
| "แผนฉบับนี้ใช้ไม่ได้" หรือ "เขียนผิดหมด" | ไม่จริง และจะทำให้ที่ประชุมปิดกั้น ข้อบกพร่องที่พบเป็นเรื่องเชิงเทคนิคที่แก้ได้ ไม่ใช่ความล้มเหลวของทั้งแผน |
| ระบุชื่อผู้จัดทำหรือหน่วยงานที่เป็นต้นเหตุของตัวเลขที่ผิด | ผิดหลักการให้ความเห็นเชิงวิชาการ และไม่ช่วยให้แก้ปัญหา |
| สรุปว่าจังหวัดมีคุณภาพการศึกษาแย่ | ข้อมูลไม่ได้บอกเช่นนั้น บอกเพียงว่าพัฒนาช้ากว่าจังหวัดอื่น ซึ่งเป็นคนละเรื่อง |
| ให้ตัวเลขที่จำไม่ได้แน่ชัด | หากไม่แน่ใจ ให้บอกว่าจะตรวจสอบและส่งให้ภายหลัง การพูดตัวเลขผิดในที่ประชุมทำให้ข้อเสนอทั้งชุดเสียน้ำหนัก |
| รับปากว่าจะทำสิ่งที่เกินบทบาทผู้ทรงคุณวุฒิ | เช่น รับจะไปประสานข้อมูลกับหน่วยงานอื่นให้ ควรเสนอให้ที่ประชุมมอบหมายผู้รับผิดชอบแทน |
บทบรรยายสำหรับผู้ทรงคุณวุฒิ จัดทำเมื่อ 31 สิงหาคม 2569