รายงานวิเคราะห์

รายงานวิเคราะห์เพิ่มเติม การส่งเสริมการศึกษาเอกชนในยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2571–2575

เหตุใดการศึกษาเอกชนจึงควรอยู่ในยุทธศาสตร์ และควรอยู่ในรูปแบบใด

กลับไปหน้าเอกสาร ดาวน์โหลด Markdown

สถานะ: เอกสารวิเคราะห์ประกอบ (Addendum) เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ว่าจ้าง วันตัดยอดข้อมูล: 31 สิงหาคม 2569 ผลผูกพันต่อเอกสารเดิม: หากผู้ว่าจ้างเห็นชอบ ต้องแก้ไขร่างกรณีตัวอย่างใน 7 จุด (ดูส่วนที่ 9)


บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

คำตอบต่อคำถามที่ตั้งไว้: ได้ และควรบรรจุ แต่ต้องไม่บรรจุในรูปแบบที่ตั้งใจไว้ตอนแรก

การส่งเสริมการศึกษาเอกชนไม่เพียงบรรจุในยุทธศาสตร์ได้ แต่เป็น พื้นที่ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมีอำนาจตามกฎหมายมากที่สุด ในบรรดาหน่วยจัดการศึกษาทุกสังกัดในจังหวัด ซึ่งตรงข้ามกับสมมติฐานที่คนทั่วไปมักเข้าใจ

พร้อมกันนั้น การวิเคราะห์พบว่า ไม่ควรตั้งเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 6 แยกต่างหาก เพราะจะขัดหลักการจัดโครงสร้างที่ยุทธศาสตร์ฉบับนี้ประกาศไว้เอง และเปิดช่องให้ยุทธศาสตร์กลายเป็นแผนแบ่งตามหน่วยงานแทนที่จะเป็นแผนตามเส้นทางผู้เรียน

ข้อเสนอคือ ทางเลือกแบบผสม ได้แก่ การสอดแทรกบทบาทของสถานศึกษาเอกชนเข้าไปในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1–4 ทุกประเด็น ควบคู่กับการเพิ่มกลยุทธ์เฉพาะหนึ่งชุดภายใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 ว่าด้วยการเฝ้าระวังความยั่งยืนของสถานศึกษาเอกชนและการคุ้มครองผู้เรียนกรณีเลิกกิจการ

เหตุผลเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดคือ การส่งเสริมการศึกษาเอกชนในยุทธศาสตร์ฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการ แต่เป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงของระบบการศึกษาทั้งจังหวัด เพราะหากสถานศึกษาเอกชนแห่งใดเลิกกิจการโดยไม่มีการเตรียมการ ผู้เรียนกลุ่มนั้นจะกลายเป็นเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบทันที และภาระจะตกกับสถานศึกษาของรัฐในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 และนโยบาย Thailand Zero Dropout


ส่วนที่ 1: ข้อค้นพบ

ข้อค้นพบที่ 1 การศึกษาเอกชนเป็นพื้นที่ที่ ศธจ. มีอำนาจตามกฎหมายสูงสุด

หลักฐานสนับสนุน

หน้าที่และอำนาจของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดตามข้อ 11 (10) ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 คือ "ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเอกชน"

ในระดับหน่วยงานภายใน ตามประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงานภายในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ลงวันที่ 28 เมษายน 2566 กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนมีหน้าที่ความรับผิดชอบซึ่งรวมถึง

  • กำกับ ดูแล ประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
  • ดำเนินการเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน และการเปลี่ยนแปลงกิจการโรงเรียนเอกชน
  • ดำเนินการเกี่ยวกับการสงเคราะห์และเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนและที่กฎหมายอื่นกำหนด
  • ส่งเสริม สนับสนุน ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การบริหารงานบุคคล และการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาเอกชน
  • ประสาน ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมการศึกษาเอกชน
  • ปฏิบัติงานในระดับจังหวัดตามอำนาจหน้าที่ของ ปส.กช. โรงเรียนเอกชนในระบบ และ ปส.กช. โรงเรียนเอกชนนอกระบบ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนมอบหมาย
  • ส่งเสริม สนับสนุนกิจกรรมการพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษาเอกชน

การตีความ

เปรียบเทียบระดับอำนาจของ ศธจ. ต่อหน่วยจัดการศึกษาแต่ละกลุ่ม

กลุ่มสถานศึกษา ระดับอำนาจของ ศธจ. ประเภทภารกิจ
สถานศึกษาเอกชน ออกใบอนุญาต กำกับ ดูแล อุดหนุน พัฒนาบุคลากร และดำเนินการตามกฎหมายโดยตรง ประเภทที่ 1 เต็มรูปแบบ
สถานศึกษาสังกัด สพฐ. อาชีวศึกษา สกร. กำกับ ติดตาม เร่งรัด ประเมินผลตามนโยบายกระทรวง แต่ไม่มีอำนาจบริหารจัดการ ประเภทที่ 2
สถานศึกษาสังกัด อปท. และ อว. ประสานและส่งเสริมเท่านั้น ประเภทที่ 3

ผลต่อยุทธศาสตร์

นี่คือข้อค้นพบที่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์สูงมาก เพราะยุทธศาสตร์ฉบับนี้มีข้อจำกัดใหญ่ที่สุดคือ ศธจ. ไม่มีอำนาจสั่งการหน่วยงานอื่น ทำให้มาตรการส่วนใหญ่ต้องอาศัยความร่วมมือโดยสมัครใจ

การศึกษาเอกชนจึงเป็นพื้นที่เดียวที่ ศธจ. สามารถแสดงผลงานที่วัดได้จริงภายในอำนาจของตนเอง โดยไม่ต้องรอความร่วมมือจากสังกัดใด ซึ่งมีคุณค่าสองประการ คือ (ก) ทำให้ยุทธศาสตร์มีผลลัพธ์ที่จับต้องได้เร็วในช่วงสองปีแรก และ (ข) ผลลัพธ์ที่เห็นได้จริงจะเป็นเครื่องมือชักชวนให้สังกัดอื่นเข้าร่วมกลไกความร่วมมือในระยะถัดไป ซึ่งเป็นมาตรการลดความเสี่ยง R1 ที่ระบุไว้ในร่างเดิม

ข้อจำกัดของข้อค้นพบนี้

ข้อความหน้าที่และอำนาจข้างต้นตรวจสอบจากเว็บไซต์สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดหลายแห่งที่เผยแพร่ประกาศฉบับเดียวกัน ยังไม่ได้ตรวจทานกับตัวประกาศต้นฉบับ จึงต้องยืนยันถ้อยคำที่แน่นอนก่อนอ้างอิงในเอกสารราชการ


ข้อค้นพบที่ 2 ภาคการศึกษาเอกชนทั้งประเทศกำลังอยู่ในภาวะหดตัวเร็วผิดปกติ

หลักฐานสนับสนุน

ข้อมูล สาระ แหล่ง ระดับความน่าเชื่อถือ
อัตราการปิดกิจการ เดิมโรงเรียนเอกชนทยอยปิดปีละประมาณ 30–50 แห่ง แต่ในปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็นราว 70–80 แห่ง ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติ บทความรวบรวมข้อมูลของ Eduzones อ้างอิงรายงานข่าว ทุติยภูมิ ต้องยืนยันกับ สช.
การเลิกกิจการรายแห่ง ในปี 2568 โรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ที่เปิดมานานหลายสิบปีในกรุงเทพมหานครหลายแห่งประกาศเลิกกิจการ ด้วยเหตุผลเดียวกันคือจำนวนนักเรียนลดลงและรับภาระต้นทุนไม่ไหว สภาองค์กรของผู้บริโภค ทุติยภูมิ
แนวโน้มปี 2569 มีการคาดการณ์ว่าจะมีโรงเรียนเอกชนเลิกกิจการอีกจำนวนหนึ่ง โดยระบุสาเหตุร่วมคือจำนวนเด็กลดลงและภาวะเศรษฐกิจ พร้อมปัญหาค่าเล่าเรียนค้างชำระ ขณะที่โรงเรียนนานาชาติกลับขยายตัวและมีแนวโน้มขยายออกนอกกรุงเทพมหานครมากขึ้น รวมถึงพื้นที่ภาคกลาง รายงานพิเศษของ MGR Online ทุติยภูมิ
ปัจจัยขับเคลื่อน ในครึ่งปีแรกของปี 2568 มีเด็กเกิดเพียง 201,175 คน ลดลงร้อยละ 9.4 จากปีก่อน โครงสร้างประชากรที่หดตัวส่งผลให้หลายโรงเรียนต้องลดขนาดหรือปิดตัว The Active ทุติยภูมิ

การตีความ

ปรากฏการณ์นี้ ไม่ใช่ปัญหาของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นผลของแรงกดสองทางที่กระทำพร้อมกัน คือจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงเชิงโครงสร้าง กับกำลังซื้อของผู้ปกครองที่อ่อนตัวลง ซึ่งทั้งสองปัจจัยอยู่นอกการควบคุมของสถานศึกษา

ข้อมูลที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ตัวเลขจำนวนโรงเรียนที่ปิดและมูลค่าค่าเล่าเรียนค้างชำระ มาจากบทความรวบรวมและรายงานข่าว ไม่ใช่สถิติทางการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ห้ามนำตัวเลขเหล่านี้ไปใส่ในเอกสารราชการก่อนตรวจสอบกับ สช. โดยตรง ในรายงานฉบับนี้ใช้เพื่อชี้ทิศทางของปรากฏการณ์เท่านั้น

ผลต่อยุทธศาสตร์

ความเสี่ยงที่แท้จริงต่อจังหวัดไม่ใช่ "โรงเรียนเอกชนขาดทุน" แต่คือ ห่วงโซ่ผลกระทบต่อผู้เรียน ดังนี้

เด็กเกิดน้อย + กำลังซื้อลด
        ↓
โรงเรียนเอกชนขาดสภาพคล่อง
        ↓
เลิกกิจการโดยแจ้งล่วงหน้าระยะสั้น
        ↓
นักเรียนต้องย้ายกลางปีการศึกษา  ←  จุดที่เด็กหลุดจากระบบ
        ↓
โรงเรียนรัฐในพื้นที่ต้องรับภาระเพิ่มโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า
        ↓
ครูและบุคลากรเอกชนตกงาน สูญเสียกำลังคนทางการศึกษาของจังหวัด

จุดสำคัญที่สุดในห่วงโซ่นี้คือกล่องที่สี่ ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 เรื่องเด็กหลุดจากระบบ และเป็นเรื่องเดียวกับมติคณะรัฐมนตรี Thailand Zero Dropout

ข้อจำกัด

ยังไม่มีข้อมูลว่าสถานการณ์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นอย่างไร รุนแรงกว่าหรือน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ ห้ามสันนิษฐานว่าจังหวัดเผชิญปัญหาเดียวกับกรุงเทพมหานคร ต้องตรวจสอบด้วยข้อมูลจริงจากกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนของ ศธจ. เอง


ข้อค้นพบที่ 3 กลไกระดับจังหวัดมีอยู่แล้ว ไม่ต้องตั้งใหม่

หลักฐานสนับสนุน

มีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ พ.ศ. 2563 กำหนดให้มีคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด (ปส.กช.) โดยจังหวัดทั่วไปมี ศึกษาธิการจังหวัดเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ และให้ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ทำหน้าที่ในคณะกรรมการดังกล่าว โดยคณะกรรมการมีหน้าที่ประสานและส่งเสริมการพัฒนาผู้บริหาร ครู และนักเรียนของโรงเรียนเอกชน

การตีความ

มาตรการที่จะเสนอทั้งหมดสามารถขับเคลื่อนผ่านกลไกที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเมื่อเทียบกับมาตรการอื่นในยุทธศาสตร์ที่ต้องรอการแต่งตั้งคณะทำงานข้ามสังกัด

ข้อจำกัด

ต้องตรวจสอบชื่อระเบียบฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบัน สถานะการแก้ไขเพิ่มเติม และองค์ประกอบคณะกรรมการที่แน่นอน จากราชกิจจานุเบกษา ก่อนอ้างอิงในเอกสารจริง จัดเป็นประเด็นที่ต้องส่งฝ่ายกฎหมายตรวจสอบ


ข้อค้นพบที่ 4 กรอบกฎหมายเฉพาะที่ต้องเพิ่มเข้าบัญชีกฎหมายและแผน

พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 เป็นกฎหมายหลัก โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงการเสนอแนะนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนพัฒนาการศึกษาเอกชนต่อคณะกรรมการ และการส่งเสริมสนับสนุนด้านวิชาการ การประกันคุณภาพ การวิจัยและพัฒนาเพื่อประกันคุณภาพการศึกษาเอกชน

นอกจากนี้ยังมีกฎหมายลำดับรองอีกจำนวนมากที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่ กฎกระทรวงว่าด้วยการขอรับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนในระบบ พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 · กฎกระทรวงการขอรับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ พ.ศ. 2555 · กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับการประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน · ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดทำตราสารจัดตั้ง · ระเบียบและประกาศว่าด้วยการอุดหนุนและการสงเคราะห์

นัยสำคัญ ยุทธศาสตร์ฉบับนี้จะต้องมีบทวิเคราะห์กฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนอยู่ในส่วนที่ 5 ซึ่งร่างเดิมยังไม่มี


ส่วนที่ 2: ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ 3 ทาง

ตามหลักการที่กำหนดไว้ในโครงการ เมื่อมีทางเลือกมากกว่าหนึ่งทาง ต้องเปรียบเทียบก่อนเสนอ

ทางเลือก ก — สอดแทรกในทุกประเด็นยุทธศาสตร์ (Mainstreaming อย่างเดียว)

ระบุสถานศึกษาเอกชนเป็นกลุ่มเป้าหมายร่วมในมาตรการของประเด็นที่ 1–5 โดยไม่มีกลยุทธ์เฉพาะ

ทางเลือก ข — ตั้งเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 6 แยกต่างหาก

เพิ่มประเด็นยุทธศาสตร์ว่าด้วยการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเป็นการเฉพาะ

ทางเลือก ค — แบบผสม (สอดแทรกในทุกประเด็น + กลยุทธ์เฉพาะภายใต้ประเด็นที่ 5)

สอดแทรกตามทางเลือก ก ควบคู่กับการเพิ่มกลยุทธ์เฉพาะหนึ่งชุดภายใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 ว่าด้วยการเฝ้าระวังความยั่งยืนและการคุ้มครองผู้เรียน

ตารางเปรียบเทียบ

เกณฑ์ ทางเลือก ก ทางเลือก ข ทางเลือก ค
ผลกระทบต่อผู้เรียน ปานกลาง เพราะไม่มีมาตรการเจาะจงเรื่องความเสี่ยงเลิกกิจการ สูง แต่เสี่ยงกลายเป็นแผนพัฒนาผู้ประกอบการมากกว่าแผนเพื่อผู้เรียน สูง เพราะครอบคลุมทั้งการพัฒนาคุณภาพและการคุ้มครองผู้เรียนกรณีวิกฤต
ความสอดคล้องกับโครงสร้างยุทธศาสตร์ สูง ไม่กระทบโครงสร้าง ต่ำ ขัดหลักการที่ประกาศไว้เองว่าจัดโครงสร้างตามเส้นทางผู้เรียน ไม่ใช่ตามสังกัด สูง เพราะกลยุทธ์เฉพาะอยู่ภายใต้ประเด็นที่ 5 ซึ่งเป็นประเด็นว่าด้วยระบบและกลไกอยู่แล้ว
ความเป็นไปได้ทางการเมืองใน กศจ. สูง ต่ำ เพราะสังกัดอื่นอาจเรียกร้องประเด็นของตนเองบ้าง จนยุทธศาสตร์แตกเป็นแผนรายสังกัด สูง เพราะกรอบเหตุผลคือการป้องกันความเสี่ยงของระบบ ไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษแก่สังกัดใด
ความคุ้มค่า สูง ไม่ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่ม ปานกลาง ต้องมีชุดตัวชี้วัดและกลไกเฉพาะทั้งชุด สูง เพราะใช้กลไก ปส.กช. และข้อมูลใบอนุญาตที่ ศธจ. มีอยู่แล้ว
ความเสมอภาค ปานกลาง เสี่ยงถูกมองว่าให้น้ำหนักภาคเอกชนเกินสัดส่วน สูง เพราะออกแบบให้คุ้มครองผู้เรียนซึ่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อสถานศึกษาเลิกกิจการ
ความสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ สูง สูง สูง
ความเสี่ยง เสี่ยงที่เรื่องนี้จะหายไปในทางปฏิบัติ เพราะไม่มีเจ้าภาพและตัวชี้วัดเฉพาะ เสี่ยงถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางระหว่างรัฐกับเอกชน ต่ำ

ข้อเสนอ

เสนอทางเลือก ค โดยมีเหตุผลสามประการ

หนึ่ง รักษาความสอดคล้องภายในของยุทธศาสตร์ เพราะเอกสารประกาศไว้ในส่วนที่ 4 ว่าจัดโครงสร้างตามเส้นทางชีวิตผู้เรียน มิใช่ตามโครงสร้างหน่วยงาน หากเพิ่มประเด็นที่ 6 ตามสังกัด จะทำให้หลักการที่ประกาศไว้ไม่เป็นจริง และเปิดช่องให้มีการเรียกร้องประเด็นรายสังกัดตามมา

สอง กรอบเหตุผลเรื่อง "การคุ้มครองผู้เรียนและป้องกันความเสี่ยงของระบบ" เป็นกรอบที่ กศจ. รับได้โดยไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องความเป็นกลาง ต่างจากกรอบ "การส่งเสริมการศึกษาเอกชน" เพียงอย่างเดียวซึ่งอาจถูกตั้งคำถาม

สาม ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด เพราะทั้งข้อมูลและกลไกมีอยู่แล้วในมือ ศธจ.

หมายเหตุ นี่เป็นข้อเสนอเชิงวิชาการ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นดุลพินิจของผู้บริหารและ กศจ.


ส่วนที่ 3: การสอดแทรกในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1–4

ประเด็นยุทธศาสตร์ บทบาทของสถานศึกษาเอกชนที่ต้องระบุเพิ่ม ฐานอำนาจ ประเภทภารกิจ
1. โอกาสและความเสมอภาค นับรวมผู้เรียนในสถานศึกษาเอกชนทุกแห่งเข้าในระบบเฝ้าระวังผู้เรียนรายบุคคลระดับตำบล ตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่เพิ่มทีหลัง เพราะ ศธจ. มีอำนาจสั่งการโดยตรง จึงเป็นสังกัดที่ทำได้เร็วที่สุด ข้อ 11(5) และ 11(10) 1
2. คุณภาพการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน ให้สถานศึกษาเอกชนใช้เครื่องมือคัดกรองการอ่านชุดเดียวกับสถานศึกษารัฐ และรวมอยู่ในพื้นที่มุ่งเป้าการนิเทศตามเกณฑ์เดียวกัน โดยไม่แยกว่าเป็นสังกัดใด ข้อ 11(7) และ 11(10) 1
3. เส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น รวมโรงเรียนเอกชนนอกระบบ (สอนภาษา วิชาชีพ ศิลปะ กวดวิชา) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่เส้นทางการเรียนรู้ทางเลือกของจังหวัด และพิจารณาความเชื่อมโยงกับระบบสะสมหน่วยกิต ข้อ 11(10) 1–3
4. กำลังคนอยุธยา นับสถานศึกษาเอกชนประเภทอาชีวศึกษาและโรงเรียนนอกระบบสายวิชาชีพเข้าในกลไกสำรวจความต้องการกำลังคน และในความร่วมมือกับสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม ข้อ 11(10) และ 11(11) 2–3

หลักการที่ต้องยึดตลอด ใช้ เกณฑ์เดียวกันกับสถานศึกษารัฐ ทั้งในการคัดกรอง การจัดพื้นที่มุ่งเป้า และการรายงานผล การเขียนแยกเกณฑ์สำหรับเอกชนจะทำให้ยุทธศาสตร์ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางทันที


ส่วนที่ 4: กลยุทธ์เฉพาะที่เสนอเพิ่ม

กลยุทธ์ 5.3 ระบบเฝ้าระวังความยั่งยืนของสถานศึกษาเอกชน และแผนคุ้มครองผู้เรียนกรณีเปลี่ยนแปลงกิจการ

หัวข้อ รายละเอียด
ปัญหาที่แก้ เมื่อสถานศึกษาเอกชนประสบปัญหาจนต้องเลิกกิจการหรือลดขนาด ผู้เรียนต้องย้ายสถานศึกษาโดยไม่มีการเตรียมการ ซึ่งเป็นจุดที่เด็กหลุดจากระบบ และสถานศึกษาของรัฐในพื้นที่ต้องรับภาระโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า
สาเหตุราก ไม่มีระบบสัญญาณเตือนล่วงหน้าระดับจังหวัด ทำให้ ศธจ. ทราบเรื่องเมื่อสถานศึกษายื่นขอเลิกกิจการแล้ว ซึ่งสายเกินกว่าจะวางแผนรองรับผู้เรียน
กิจกรรมหลัก (1) จัดทำชุดตัวชี้วัดสัญญาณเตือนล่วงหน้ารายสถานศึกษาจากข้อมูลที่ ศธจ. มีอยู่แล้ว เช่น แนวโน้มจำนวนผู้เรียน 3–5 ปี อัตราการคงอยู่ของครู และสถานะการดำเนินกิจการ
(2) จัดกลุ่มสถานศึกษาเอกชนตามระดับความเสี่ยง และทบทวนปีละครั้งผ่านกลไก ปส.กช. จังหวัด
(3) จัดทำแนวปฏิบัติการคุ้มครองผู้เรียนกรณีเปลี่ยนแปลงหรือเลิกกิจการ ครอบคลุมระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า การส่งต่อเอกสารทางการศึกษา การจับคู่สถานศึกษารองรับในตำบลเดียวกัน และการดูแลครูและบุคลากร
(4) ประสานสถานศึกษาของรัฐในพื้นที่ให้เตรียมความจุรองรับล่วงหน้า
(5) จัดเวทีพัฒนาผู้บริหารและครูเอกชนร่วมกับ ปส.กช. ปีละไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง
กลุ่มเป้าหมาย ผู้เรียนในสถานศึกษาเอกชนทุกแห่งในจังหวัด และครูกับบุคลากรของสถานศึกษาเอกชน
พื้นที่เป้าหมาย ทั้ง 16 อำเภอ โดยให้ความสำคัญกับสถานศึกษาที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง
เจ้าภาพหลัก ศธจ. กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน
หน่วยงานร่วม ปส.กช. จังหวัด · สมาคมโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ · สพป. 2 เขต และ สพม. (ในฐานะสถานศึกษารองรับ) · สช. (ในฐานะเจ้าของกฎหมายและระบบข้อมูล)
ประเภทภารกิจ ประเภทที่ 1 สำหรับการเฝ้าระวังและการจัดทำแนวปฏิบัติ · ประเภทที่ 2 สำหรับการประสานสถานศึกษารัฐรองรับ · ประเภทที่ 4 สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต้องเสนอ สช. หรือกระทรวง เช่น การปรับหลักเกณฑ์การอุดหนุน
ผลผลิต บัญชีความเสี่ยงสถานศึกษาเอกชนรายแห่งที่เป็นปัจจุบัน · แนวปฏิบัติการคุ้มครองผู้เรียนที่ ปส.กช. และ กศจ. เห็นชอบ
ผลลัพธ์ ไม่มีผู้เรียนหลุดจากระบบอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงกิจการของสถานศึกษา
ทรัพยากร 【ตัวอย่างสมมติ】 3–5 ล้านบาทตลอด 5 ปี ส่วนใหญ่เป็นค่าประชุมและการพัฒนาระบบข้อมูล เนื่องจากใช้กลไกและบุคลากรที่มีอยู่แล้ว
ระยะเวลา จัดทำระบบและแนวปฏิบัติในปี 2571 · ใช้งานเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2572
ความเสี่ยง สถานศึกษาอาจไม่ให้ข้อมูลตามจริงเพราะเกรงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ปกครอง จึงต้องออกแบบให้เป็นระบบสนับสนุน ไม่ใช่ระบบลงโทษ และกำหนดชั้นความลับของข้อมูลรายแห่งให้ชัด ต้องวินิจฉัย ประเด็นการเปิดเผยข้อมูลสถานะกิจการต้องส่งฝ่ายกฎหมายตรวจสอบ
การติดตามประเมินผล รายงานต่อ ปส.กช. จังหวัด ปีละ 1 ครั้ง และต่อ กศจ. ปีละ 1 ครั้ง

ส่วนที่ 5: ตัวชี้วัดที่เสนอเพิ่ม

รหัส ตัวชี้วัด ประเภท ค่าฐาน 2570 เป้าหมาย 2575
5.3 จำนวนผู้เรียนที่หลุดจากระบบอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหรือเลิกกิจการของสถานศึกษาเอกชน ผลลัพธ์ รอข้อมูล 0 คน
5.4 สัดส่วนสถานศึกษาเอกชนที่ส่งข้อมูลเข้าระบบเฝ้าระวังครบตามรอบ กระบวนการ 0% สมมติ 100%
5.5 จำนวนสถานศึกษาเอกชนที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง เตือนภัยล่วงหน้า รอข้อมูล เฝ้าระวัง ไม่ตั้งเป้าลด
1.5 สัดส่วนผู้เรียนในสถานศึกษาเอกชนที่อยู่ในระบบเฝ้าระวังผู้เรียนรายบุคคล กระบวนการ 0% สมมติ 100% ภายในปี 2572
2.4 ช่องว่างผลการคัดกรองการอ่านระหว่างสถานศึกษารัฐกับเอกชน ความเสมอภาค รอข้อมูล รอข้อมูล

ข้อสังเกตเชิงวิธีวิทยาเกี่ยวกับตัวชี้วัด 5.5 ตัวชี้วัดนี้ ไม่ควรตั้งค่าเป้าหมายให้ลดลง เพราะจำนวนสถานศึกษาที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงถูกกำหนดโดยปัจจัยประชากรและเศรษฐกิจซึ่งอยู่นอกการควบคุมของ ศธจ. การตั้งเป้าให้ลดลงจะสร้างแรงจูงใจที่ผิด คือจูงใจให้จัดกลุ่มความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง ตัวชี้วัดนี้จึงควรใช้เป็นตัวชี้วัดเฝ้าระวังเพื่อการบริหาร ไม่ใช่ตัวชี้วัดผลงาน


ส่วนที่ 6: ตาราง RACI ที่เสนอเพิ่ม

กลยุทธ์ ศธจ. ปส.กช. จังหวัด สถานศึกษาเอกชน สพป./สพม. สช. กศจ.
5.3 ระบบเฝ้าระวังความยั่งยืนสถานศึกษาเอกชน A/R R R C C I
แนวปฏิบัติคุ้มครองผู้เรียนกรณีเลิกกิจการ A/R C I R C ผู้เห็นชอบ
การรวมผู้เรียนเอกชนในระบบเฝ้าระวังรายบุคคล (กลยุทธ์ 1.1) A/R I R R I I

ข้อสังเกต สามแถวนี้เป็นแถวเดียวในทั้งยุทธศาสตร์ที่ ศธจ. เป็นทั้ง A และ R ได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องพึ่งความสมัครใจของสังกัดอื่น ซึ่งยืนยันข้อค้นพบที่ 1


ส่วนที่ 7: ความเสี่ยงที่เสนอเพิ่มในแผนบริหารความเสี่ยง

# ความเสี่ยง โอกาส ผลกระทบ มาตรการควบคุม ผู้รับผิดชอบ
R9 สถานศึกษาเอกชนในจังหวัดเลิกกิจการโดยแจ้งล่วงหน้าระยะสั้น ทำให้ผู้เรียนหลุดจากระบบและโรงเรียนรัฐรับภาระกะทันหัน ปานกลาง–สูง สูง ระบบเฝ้าระวังตามกลยุทธ์ 5.3 และแนวปฏิบัติคุ้มครองผู้เรียน ศธจ. กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน
R10 ยุทธศาสตร์ถูกตั้งคำถามว่าเอื้อประโยชน์ภาคเอกชนเกินสัดส่วน ปานกลาง ปานกลาง วางกรอบเหตุผลที่การคุ้มครองผู้เรียน ไม่ใช่การสนับสนุนผู้ประกอบการ · ใช้เกณฑ์คุณภาพและการนิเทศชุดเดียวกับสถานศึกษารัฐ · ไม่เสนอมาตรการทางการเงินที่เกินกรอบกฎหมายที่มีอยู่ ศธจ.
R11 สถานศึกษาเอกชนไม่ให้ข้อมูลตามจริง เพราะเกรงผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ปกครอง สูง ปานกลาง ออกแบบเป็นระบบสนับสนุน ไม่ใช่ระบบลงโทษ · กำหนดชั้นความลับข้อมูลรายแห่ง · รายงานต่อ กศจ. เฉพาะภาพรวม ไม่ระบุรายชื่อ ศธจ. + ฝ่ายกฎหมาย

ส่วนที่ 8: ช่องว่างข้อมูลเฉพาะเรื่อง

ข้อได้เปรียบสำคัญ ข้อมูลทั้งหมดต่อไปนี้ อยู่ในความครอบครองของ ศธจ. เองอยู่แล้ว เพราะ ศธจ. เป็นผู้ออกใบอนุญาตจัดตั้งและดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกิจการของโรงเรียนเอกชน จึงเป็นชุดข้อมูลที่ขอได้เร็วที่สุดในโครงการนี้ และควรเป็นชุดข้อมูลชุดแรกที่นำมาวิเคราะห์

ลำดับ ข้อมูลที่ต้องการ หน่วยงาน ความเร่งด่วน
1 จำนวนโรงเรียนเอกชนในระบบและนอกระบบ จำแนกรายอำเภอ ประเภท และระดับที่เปิดสอน ย้อนหลัง 5 ปี ศธจ. กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน สูงมาก
2 จำนวนผู้เรียนในสถานศึกษาเอกชน จำแนกรายอำเภอ ระดับ และเพศ ย้อนหลัง 5 ปี ศธจ. สูงมาก
3 สถิติการขออนุญาตจัดตั้ง เปลี่ยนแปลงกิจการ และเลิกกิจการ ย้อนหลัง 5 ปี ศธจ. สูงมาก
4 สัดส่วนผู้เรียนเอกชนต่อผู้เรียนทั้งหมดของจังหวัด และแนวโน้ม คำนวณจากข้อ 2 สูง
5 จำนวนครูและบุคลากรในสถานศึกษาเอกชน และอัตราการคงอยู่ ศธจ. สูง
6 ผลการประเมินคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ของสถานศึกษาเอกชน เทียบกับค่าเฉลี่ยจังหวัด ศธจ. + สทศ. สูง
7 ข้อมูลนักเรียนยากจนและกลุ่มเปราะบางในสถานศึกษาเอกชน ศธจ. + กสศ. ปานกลาง
8 สถิติการปิดกิจการของโรงเรียนเอกชนระดับประเทศฉบับทางการ เพื่อใช้เปรียบเทียบกับจังหวัด สช. ปานกลาง

คำถามวิเคราะห์ที่ต้องตอบเมื่อได้ข้อมูล 4 ข้อ

  1. สัดส่วนผู้เรียนเอกชนต่อผู้เรียนทั้งจังหวัดเป็นเท่าใด และสูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
  2. ผู้เรียนเอกชนกระจุกตัวในอำเภอใด และตรงกับกลุ่มอำเภอใดในการจำแนก 4 กลุ่มที่เสนอไว้
  3. จำนวนผู้เรียนเอกชนหดตัวเร็วกว่าหรือช้ากว่าผู้เรียนในภาพรวมของจังหวัดที่ลดลงร้อยละ 4.2 ต่อปี
  4. มีอำเภอใดที่หากโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งปิดตัว จะไม่มีสถานศึกษาอื่นรองรับในระยะเดินทางที่เหมาะสม

ข้อควรระวังในการนำเสนอ หากพบว่าผู้เรียนเอกชนกระจุกตัวในเขตเมืองและมีฐานะดีกว่าค่าเฉลี่ย ต้องรายงานตามจริง และต้องไม่ใช้ข้อค้นพบนั้นเป็นเหตุผลตัดสถานศึกษาเอกชนออกจากมาตรการด้านความเสมอภาค เพราะสถานศึกษาเอกชนจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะโรงเรียนการกุศลและโรงเรียนสอนศาสนา รับผู้เรียนกลุ่มเปราะบางในสัดส่วนสูง การใช้ค่าเฉลี่ยของทั้งภาคเอกชนจะปกปิดความแตกต่างภายในกลุ่ม ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดชนิดเดียวกับการใช้ค่าเฉลี่ยจังหวัดปกปิดความแตกต่างระหว่างอำเภอ


ส่วนที่ 9: ผลต่อเอกสารที่ส่งมอบไปแล้ว

ตามหลักการบริหารความรู้ของโครงการที่ห้ามแก้ไขข้อสรุปเดิมอย่างเงียบ ๆ จึงระบุผลกระทบไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

# เอกสาร / ส่วน สิ่งที่ต้องแก้ไข เหตุผล
1 ร่างกรณีตัวอย่าง ส่วนที่ 5 บัญชีกฎหมายและแผน เพิ่มพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 กฎกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และระเบียบว่าด้วย ปส.กช. ปัจจุบันอยู่ในรายการ "ยังไม่ได้ตรวจสอบ" ทั้งที่เป็นกฎหมายหลักของภารกิจที่ ศธจ. มีอำนาจสูงสุด
2 ร่างกรณีตัวอย่าง ส่วนที่ 7 สถานการณ์การศึกษา เพิ่มหัวข้อย่อยว่าด้วยสถานการณ์การศึกษาเอกชนของจังหวัด ร่างเดิมไม่มีเลย ทั้งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ
3 ร่างกรณีตัวอย่าง ส่วนที่ 8 SWOT เพิ่ม S5 ว่า ศธจ. มีอำนาจโดยตรงต่อสถานศึกษาเอกชน ซึ่งเป็นจุดแข็งเชิงอำนาจที่ใช้ได้ทันที และเพิ่ม T4 ว่าภาคเอกชนอยู่ในภาวะหดตัวเร็วผิดปกติ ทั้งสองข้อมีหลักฐานรองรับแล้ว
4 ร่างกรณีตัวอย่าง ส่วนที่ 12 กลยุทธ์ เพิ่มกลยุทธ์ 5.3 ตามส่วนที่ 4 ของรายงานนี้ และสอดแทรกบทบาทสถานศึกษาเอกชนในกลยุทธ์ 1.1, 2.1, 3.1 และ 4.1 ตามทางเลือก ค
5 ร่างกรณีตัวอย่าง ส่วนที่ 14 ตัวชี้วัด เพิ่มตัวชี้วัด 5 รายการตามส่วนที่ 5
6 ร่างกรณีตัวอย่าง ส่วนที่ 15 RACI และส่วนที่ 16 ความเสี่ยง เพิ่ม 3 แถว RACI และความเสี่ยง R9–R11
7 เอกสารประกอบการบรรยาย บทที่ 2 ปรับตารางเส้นแบ่งอำนาจ 3 กลุ่ม โดยแยก สถานศึกษาเอกชน ออกมาเป็นกลุ่มที่หนึ่งต่างหาก ซึ่ง ศธจ. มีอำนาจดำเนินการโดยตรง ไม่ใช่รวมอยู่ในกลุ่ม "ในสังกัด ศธ." ที่ ศธจ. เพียงกำกับติดตาม นี่เป็นการแก้ไขความไม่แม่นยำในเอกสารเดิม ซึ่งอาจทำให้คณะทำงานประเมินอำนาจของตนต่ำกว่าความเป็นจริง

ข้อ 7 เป็นการแก้ไขที่สำคัญที่สุด เอกสารประกอบการบรรยายฉบับปัจจุบันจัดสถานศึกษาเอกชนไว้ในกลุ่ม "ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ" ซึ่งระบุว่า ศธจ. "กำกับ ติดตาม เร่งรัด ประเมินผลได้" ถ้อยคำนี้ไม่ผิด แต่ ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะ ศธจ. ทำได้มากกว่านั้นมาก คือออกใบอนุญาต ดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกิจการ การอุดหนุนและสงเคราะห์ และการพัฒนาบุคลากร หากไม่แก้ไข คณะทำงานอาจไม่เสนอมาตรการที่ตนมีอำนาจทำได้จริง


ส่วนที่ 10: สรุป ข้อจำกัด และขั้นตอนถัดไป

สิ่งที่ดำเนินการแล้ว ตรวจสอบฐานอำนาจของ ศธจ. ต่อสถานศึกษาเอกชน · ตรวจสอบสถานการณ์ภาคการศึกษาเอกชนระดับประเทศ · ตรวจสอบกลไก ปส.กช. · เสนอทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ 3 ทางพร้อมการเปรียบเทียบ 7 เกณฑ์ · ยกร่างกลยุทธ์ ตัวชี้วัด RACI และความเสี่ยงที่เสนอเพิ่ม · ระบุผลกระทบต่อเอกสารเดิม 7 จุด

ข้อจำกัดที่ต้องเปิดเผย

  1. ไม่มีข้อมูลการศึกษาเอกชนของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแม้แต่ตัวเลขเดียว การวิเคราะห์ทั้งหมดจึงอยู่บนฐานอำนาจตามกฎหมายและแนวโน้มระดับประเทศ ยังไม่ได้ยืนยันด้วยสถานการณ์จริงของจังหวัด
  2. ข้อมูลสถานการณ์ระดับประเทศมาจากรายงานข่าวและบทความรวบรวม ไม่ใช่สถิติทางการของ สช. ห้ามนำตัวเลขไปใส่ในเอกสารราชการก่อนตรวจสอบ
  3. ยังไม่ได้ตรวจสอบตัวบทพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนและระเบียบ ปส.กช. จากราชกิจจานุเบกษาโดยตรง
  4. ยังไม่ได้ตรวจสอบหลักเกณฑ์การอุดหนุนรายบุคคลฉบับปัจจุบัน ซึ่งจำเป็นหากจะเสนอมาตรการทางการเงินใด ๆ

ประเด็นที่ต้องให้ผู้ว่าจ้างตัดสินใจ

  1. เลือกทางเลือก ก ข หรือ ค (ที่ปรึกษาเสนอทางเลือก ค)
  2. ยืนยันหรือไม่ว่าจะให้แก้ไขเอกสารเดิมทั้ง 7 จุดตามส่วนที่ 9
  3. ท่าทีต่อการเปิดเผยข้อมูลสถานะกิจการของสถานศึกษาเอกชนรายแห่ง ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวและต้องให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณา

ขั้นตอนถัดไปที่ทำได้ทันที ขอชุดข้อมูล 8 รายการตามส่วนที่ 8 จากกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนของ ศธจ. เอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่หน่วยงานถือครองอยู่แล้วและไม่ต้องประสานหน่วยงานภายนอก จึงน่าจะเป็นชุดข้อมูลชุดแรกของทั้งโครงการที่วิเคราะห์ได้จริง


แหล่งอ้างอิงที่ใช้ในรายงานฉบับนี้

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 ข้อ 11 (10)
  2. ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงานภายในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ลงวันที่ 28 เมษายน 2566 (หน้าที่และอำนาจของกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน) — ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดหลายแห่งที่เผยแพร่ประกาศฉบับเดียวกัน
  3. พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 — สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และเว็บไซต์กระทรวงศึกษาธิการ
  4. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด ประกาศในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2563
  5. สภาองค์กรของผู้บริโภค รายงานสถานการณ์การปิดตัวของโรงเรียน
  6. MGR Online รายงานพิเศษว่าด้วยแนวโน้มการเลิกกิจการของโรงเรียนเอกชน
  7. Eduzones บทความรวบรวมข้อมูลสถานการณ์โรงเรียนเอกชนและโรงเรียนที่ปิดตัว
  8. The Active รายงานว่าด้วยอัตราการเกิดและผลต่อระบบการศึกษา

⚠️ รายการที่ 1–4 ยังไม่ได้ตรวจทานกับราชกิจจานุเบกษา · รายการที่ 5–8 เป็นแหล่งทุติยภูมิ ใช้เพื่อชี้ทิศทางของปรากฏการณ์เท่านั้น ไม่ใช้เป็นฐานของตัวเลขในเอกสารราชการ


รายงานวิเคราะห์เพิ่มเติม จัดทำเมื่อ 31 สิงหาคม 2569