ฐานข้อมูล

รายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารแผนของ ศธจ. Fact Base ฉบับที่ 2 — การศึกษาเอกชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตัวเลขการศึกษาเอกชนจากเอกสารแผนของหน่วยงาน พร้อมการคำนวณและข้อจำกัด

กลับไปหน้าเอกสาร ดาวน์โหลด Markdown

อ้างถึง: มติผู้ว่าจ้างเลือกทางเลือก ค · ยืนยันแก้ไขเอกสารเดิม 7 จุด · ไม่เปิดเผยข้อมูลสถานะกิจการรายแห่ง เอกสารที่ใช้วิเคราะห์: 3 ฉบับ ที่ผู้ว่าจ้างส่งมอบ วันตัดยอดข้อมูล: 31 สิงหาคม 2569


คำตอบต่อคำถามที่ตั้งไว้

ไม่ต้องข้าม ใช้ข้อมูลจากเอกสารที่ส่งมาได้เลย และได้มากกว่าที่คาดไว้

เอกสารทั้งสามฉบับมีข้อมูลการศึกษาเอกชนของจังหวัดครบถ้วนพอที่จะทำให้ 7 ใน 8 รายการ ในบัญชีช่องว่างข้อมูลของรายงานฉบับก่อนหน้า ปิดได้บางส่วนหรือทั้งหมด และที่สำคัญกว่านั้นคือมีข้อมูล สองปีที่เปรียบเทียบกันได้ จากเอกสารทางการของ ศธจ. เอง จึงวิเคราะห์แนวโน้มได้ ไม่ใช่แค่ภาพนิ่งปีเดียว

ข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดจากข้อมูลจริง: ผู้เรียนภาคเอกชนของจังหวัดหดตัวเร็วกว่าค่าเฉลี่ยจังหวัดถึงสองเท่า และภาคเอกชนซึ่งมีผู้เรียนเพียงร้อยละ 17 กลับเป็นต้นทางของการลดลงถึงร้อยละ 36 ของการลดลงทั้งจังหวัด สมมติฐานที่รายงานฉบับก่อนตั้งไว้จึงได้รับการยืนยันด้วยข้อมูลของจังหวัดเอง


ส่วนที่ 1: บัญชีเอกสารและการประเมินคุณภาพ

# ชื่อเอกสาร ผู้จัดทำ สถานะ ข้อมูล ณ คุณภาพการสกัดข้อมูล
E1 แผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2566–2570 (ฉบับทบทวนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568) ศธจ.พระนครศรีอยุธยา ฉบับใช้งานปัจจุบัน 86 หน้า ประมาณปี 2567 ดี มีชั้นข้อความครบ
E2 แผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของ ศธจ.พระนครศรีอยุธยา (ฉบับปรับปรุงตามงบประมาณที่ได้รับจัดสรร) ศธจ.พระนครศรีอยุธยา ฉบับใช้งานปัจจุบัน 163 หน้า 10 มิถุนายน 2568 ดีมาก ระบุวันตัดยอดชัดเจน
E3 แผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566–2570) ของ ศธจ.พระนครศรีอยุธยา ศธจ.พระนครศรีอยุธยา กลุ่มนโยบายและแผน เอกสารลำดับที่ 3/2566 ฉบับสมบูรณ์ 133 หน้า ปี 2566 ดี

ข้อสังเกตด้านความน่าเชื่อถือ เอกสารทั้งสามเป็นเอกสารทางการของหน่วยงานเจ้าของเรื่องเอง จึงอยู่ในลำดับความน่าเชื่อถือระดับที่ 2 และ 4 ตามหลักการที่กำหนดไว้ในโครงการ สูงกว่าแหล่งทุติยภูมิที่ใช้ในรายงานฉบับก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อจำกัดสำคัญที่ต้องระบุ เอกสาร E3 อ้างอิงนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 และแผนความมั่นคง พ.ศ. 2562–2565 ซึ่งสิ้นสุดไปแล้ว จึงใช้ E3 ได้เฉพาะเป็นข้อมูลย้อนหลังและบทเรียน ไม่ใช้เป็นกรอบนโยบายปัจจุบัน


ส่วนที่ 2: ข้อมูลการศึกษาเอกชนของจังหวัด (ข้อมูลจริง)

2.1 ภาพรวมรายสังกัด ข้อมูล ณ 10 มิถุนายน 2568 (จาก E2 ตารางที่ 7)

สังกัด สถานศึกษา นักเรียน/นักศึกษา ห้องเรียน ผู้บริหารและครู
สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 176 32,521 1,834 2,197
สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 2 156 20,329 1,633 1,671
สพม.พระนครศรีอยุธยา 29 26,762 789 1,532
ศูนย์การเรียนรู้ปัญญาภิวัฒน์ 1 276 8 6
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด 1 541 85
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 35 20,863 735 1,385
สกร.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 16 11,603 266
วิทยาลัยอาชีวศึกษาของรัฐ 9 7,244 344 459
วิทยาลัยอาชีวศึกษาของเอกชน 5 3,779 150 150
โรงเรียนสาธิต ม.ราชภัฏฯ 3 1,457 38 87
สถาบันอุดมศึกษา 3 6,774 498 581
สถานศึกษาสังกัด อปท. 28 9,650 448 621
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัด อปท. 273 6,389
โรงเรียนพระปริยัติธรรม (สายสามัญ) 2 185 14 32
รวมทั้งสิ้น 737 148,373 6,491 9,072

2.2 สถานะของภาคเอกชนในระบบการศึกษาของจังหวัด

ตัวชี้วัด ค่า วิธีคำนวณ
สถานศึกษาเอกชนรวม 40 แห่ง สช. 35 + อาชีวศึกษาเอกชน 5
ผู้เรียนในสถานศึกษาเอกชนรวม 24,642 คน 20,863 + 3,779
ครูและผู้บริหารในสถานศึกษาเอกชน 1,535 คน 1,385 + 150
สัดส่วนต่อสถานศึกษาทั้งจังหวัด ร้อยละ 5.4 40 ÷ 737
สัดส่วนต่อผู้เรียนทั้งจังหวัด ร้อยละ 16.6 24,642 ÷ 148,373
สัดส่วนต่อครูทั้งจังหวัด ร้อยละ 16.9 1,535 ÷ 9,072

📌 ข้อค้นพบที่ 1 ภาคเอกชนมีสถานศึกษาเพียง 1 ใน 20 แห่ง แต่ดูแลผู้เรียน 1 ใน 6 คนของจังหวัด

การตีความ สถานศึกษาเอกชนของจังหวัดมีขนาดใหญ่กว่าค่าเฉลี่ยมาก

หน่วยงาน ผู้เรียนเฉลี่ยต่อแห่ง
สถานศึกษาเอกชนรวม 616 คน
เฉพาะโรงเรียนเอกชนสังกัด สช. 596 คน
ค่าเฉลี่ยทั้งจังหวัด 201 คน
สพป. เขต 1 185 คน
สพป. เขต 2 130 คน
สพม. 923 คน

ผลต่อยุทธศาสตร์ (สำคัญมาก) ตัวเลขนี้เปลี่ยนน้ำหนักของความเสี่ยง R9 อย่างมีนัยสำคัญ

หากโรงเรียนเอกชนหนึ่งแห่งในจังหวัดเลิกกิจการ จะมีผู้เรียนราว 600 คนต้องหาสถานศึกษาใหม่พร้อมกัน ซึ่งเทียบเท่ากับโรงเรียนสังกัด สพป. เขต 1 ประมาณ 3 แห่งรวมกัน หรือโรงเรียนสังกัด สพป. เขต 2 ประมาณ 4–5 แห่งรวมกัน

นี่คือเหตุผลเชิงปริมาณที่ทำให้กลยุทธ์การเตรียมความพร้อมรองรับมีความจำเป็น ไม่ใช่ข้อเสนอเชิงทฤษฎี

2.3 ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

หน่วยงาน นักเรียนต่อห้องเรียน นักเรียนต่อครู
โรงเรียนเอกชนสังกัด สช. 28.4 15.1
สพป. เขต 1 17.7 14.8
สพป. เขต 2 12.4 12.2
สพม. 33.9 17.5
ค่าเฉลี่ยทั้งจังหวัด 22.9 16.4

การตีความ โรงเรียนเอกชนใช้ห้องเรียนเข้มข้นกว่าโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐอย่างชัดเจน โดยมีอัตราส่วนนักเรียนต่อครูใกล้เคียงกัน ข้อสังเกตนี้ยังไม่สามารถสรุปเป็นเรื่องคุณภาพหรือประสิทธิภาพได้ เพราะขึ้นกับระดับชั้นที่เปิดสอนและที่ตั้ง ต้องวิเคราะห์ควบคู่กับข้อมูลรายอำเภอซึ่งยังไม่มี


ส่วนที่ 3: แนวโน้มสองปี — ข้อค้นพบหลักของรายงานฉบับนี้

3.1 ตารางเปรียบเทียบ

เปรียบเทียบระหว่าง E1 (ตารางที่ 10 ข้อมูลประมาณปี 2567) กับ E2 (ตารางที่ 7 ข้อมูล ณ 10 มิถุนายน 2568)

รายการ E1 E2 เปลี่ยนแปลง
สช. — สถานศึกษา 35 35 คงที่
สช. — นักเรียน 23,016 20,863 −2,153 (−9.4%)
สช. — ห้องเรียน 842 735 −107 (−12.7%)
สช. — ครูและผู้บริหาร 2,113 1,385 −728 (−34.5%) ⚠️
อาชีวศึกษาเอกชน — สถานศึกษา 5 5 คงที่
อาชีวศึกษาเอกชน — นักเรียน 3,796 3,779 −17 (−0.4%)
อาชีวศึกษาเอกชน — ห้องเรียน 480 150 −330 (−68.8%) ⚠️
รวมภาคเอกชน — ผู้เรียน 26,812 24,642 −2,170 (−8.1%)
รวมทั้งจังหวัด — ผู้เรียน 154,373 148,373 −6,000 (−3.9%)
สัดส่วนผู้เรียนเอกชน 17.4% 16.6% −0.8 จุด

3.2 📌 ข้อค้นพบที่ 2 ภาคเอกชนหดตัวเร็วกว่าค่าเฉลี่ยจังหวัดกว่าสองเท่า

หลักฐาน ผู้เรียนภาคเอกชนลดลงร้อยละ 8.1 ขณะที่ผู้เรียนทั้งจังหวัดลดลงร้อยละ 3.9 เฉพาะโรงเรียนสังกัด สช. ลดลงร้อยละ 9.4

การคำนวณที่มีนัยสำคัญที่สุด

การลดลงของผู้เรียนทั้งจังหวัด        6,000 คน
การลดลงที่มาจากภาคเอกชน            2,170 คน
สัดส่วนที่ภาคเอกชนมีส่วนในการลดลง   2,170 ÷ 6,000 = ร้อยละ 36.2

แต่ภาคเอกชนมีผู้เรียนเพียง           ร้อยละ 16.6 ของจังหวัด

การตีความ ภาคเอกชนรับแรงกดจากการหดตัวของประชากรวัยเรียนในสัดส่วนที่สูงกว่าขนาดของตนเองถึงสองเท่ากว่า ซึ่งสอดคล้องกับปรากฏการณ์ระดับประเทศที่รายงานไว้ในรายงานฉบับก่อนหน้า และเป็นการยืนยันด้วยข้อมูลของจังหวัดเอง ไม่ใช่การอนุมานจากข้อมูลระดับประเทศอีกต่อไป

สาเหตุที่เป็นไปได้ซึ่งยังต้องตรวจสอบ ได้แก่ ผู้ปกครองย้ายบุตรหลานจากโรงเรียนเอกชนไปโรงเรียนของรัฐเนื่องจากภาระค่าใช้จ่าย หรือการหดตัวของประชากรกระทบพื้นที่ที่โรงเรียนเอกชนตั้งอยู่มากกว่าพื้นที่อื่น ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุได้จากข้อมูลเพียงสองจุด

ผลต่อยุทธศาสตร์ หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปในอัตราเดิม ผู้เรียนภาคเอกชนในปี 2575 จะเหลือประมาณ 13,000–15,000 คน 【การคำนวณเชิงสาธิตจากข้อมูล 2 จุด ไม่ใช่ประมาณการที่ใช้ได้จริง】 ซึ่งหมายความว่าโรงเรียนเอกชนหลายแห่งจะไปถึงจุดที่ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ภายในช่วงเวลาของยุทธศาสตร์ฉบับนี้พอดี

3.3 ⚠️ ข้อค้นพบที่ 3 ปัญหาคุณภาพข้อมูลที่ต้องแก้ก่อนใช้

พบความผิดปกติ 4 รายการ ซึ่ง ต้องตรวจสอบก่อนนำตัวเลขใดไปใช้ในเอกสารราชการ

# ความผิดปกติ เหตุผลที่ต้องสงสัย ผู้ที่ต้องตรวจสอบ
1 จำนวนครูโรงเรียนเอกชนลดลงร้อยละ 34.5 ในหนึ่งปี ขณะที่นักเรียนลดร้อยละ 9.4 อัตราการลดของครูเร็วกว่านักเรียนเกือบ 4 เท่า แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ น่าจะเกิดจากการเปลี่ยนนิยาม เช่น ปีหนึ่งนับรวมครูพี่เลี้ยงและครูอัตราจ้าง อีกปีไม่นับ กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน
2 ห้องเรียนวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนลดจาก 480 เหลือ 150 ห้อง (−69%) ขณะที่นักเรียนแทบไม่เปลี่ยน ตัวเลขเดิม 480 ห้องสำหรับ 5 วิทยาลัยที่มีนักเรียนรวม 3,796 คน หมายถึง 7.9 คนต่อห้อง ซึ่งไม่สมเหตุสมผล ตัวเลขใหม่ 150 ห้อง (25.2 คนต่อห้อง) น่าเชื่อถือกว่า อาชีวศึกษาจังหวัด
3 ใน E1 เนื้อความระบุผู้เรียนทั้งจังหวัด 150,594 คน ห้องเรียน 6,174 ห้อง ครู 9,245 คน แต่ตารางที่ 10 ในเอกสารฉบับเดียวกันรวมได้ 154,373 / 6,504 / 9,547 ข้อมูลขัดแย้งกันเองภายในเอกสารฉบับเดียวกัน ต่างกัน 3,779 คน ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนพอดี จึงตั้งข้อสังเกตว่าเนื้อความอาจไม่ได้นับรวมวิทยาลัยเอกชน แต่ตัวเลขห้องเรียนและครูไม่สอดคล้องกับสมมติฐานนี้ จึงยังไม่ยุติ กลุ่มนโยบายและแผน
4 ข้อมูลของสำนักงานสถิติจังหวัดระบุนักเรียนปีการศึกษา 2567 จำนวน 115,123 คน ขณะที่ ศธจ. ระบุ 148,373 คน ไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่เป็นความต่างของขอบเขต ตัวเลข ศธจ. รวมศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถาบันอุดมศึกษา อาชีวศึกษา และ สกร. ซึ่งสถิติจังหวัดไม่นับเป็น "โรงเรียน" ต้องระบุนิยามให้ชัดทุกครั้งที่อ้างตัวเลข ที่ปรึกษาระบุไว้แล้ว

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ ให้ใช้ จำนวนผู้เรียน เป็นตัวแปรหลักในการวิเคราะห์ เพราะเป็นตัวแปรที่มีปัญหาน้อยที่สุดในสองแหล่ง และให้ระงับการใช้ตัวเลขครูและห้องเรียนของภาคเอกชนไว้ก่อนจนกว่าจะตรวจสอบนิยามเสร็จ


ส่วนที่ 4: ศักยภาพและข้อจำกัดของ ศธจ. ในภารกิจนี้ (ข้อมูลจริง)

4.1 อัตรากำลัง (จาก E2 ตารางที่ 17 ข้อมูล ณ เมษายน 2569)

กลุ่ม/หน่วย บุคลากร (คน)
ศึกษาธิการจังหวัด และรองศึกษาธิการจังหวัด 2
กลุ่มอำนวยการ 4 (+ลูกจ้าง 3)
กลุ่มนโยบายและแผน 5
กลุ่มบริหารงานบุคคล 10
กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผล 8
กลุ่มพัฒนาการศึกษา 4
กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน 4
กลุ่มลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน 2
หน่วยตรวจสอบภายใน 2
รวม 44

📌 ข้อค้นพบที่ 4 ภาระงานต่อคนของกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน

ภาระงาน ต่อกลุ่ม (4 คน) ต่อคน
สถานศึกษาที่ดูแล 40 แห่ง 10 แห่ง
ผู้เรียนที่รับผิดชอบ 24,642 คน 6,161 คน
ครูและบุคลากรเอกชน 1,535 คน 384 คน

การตีความ อัตรากำลังนี้เพียงพอสำหรับงานตามภารกิจประจำ เช่น การออกใบอนุญาต การตรวจติดตามการใช้เงินอุดหนุน และงานเลขานุการ ปส.กช. แต่ไม่เพียงพอสำหรับงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลและติดตามรายสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอในกลยุทธ์ 5.3 จึงต้องออกแบบให้ใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วในงานประจำ ไม่สร้างงานเก็บข้อมูลชุดใหม่

4.2 งบประมาณ (จาก E2)

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจัดสรรงบประมาณผ่าน ศธจ.พระนครศรีอยุธยา ในปีงบประมาณ 2569 รวม 261,220 บาท โดยโครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบของกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนมี 6 โครงการ รวม 140,600 บาท ได้แก่

โครงการ งบประมาณ (บาท) ลักษณะงาน
พัฒนาผู้บริหาร ครูและบุคลากรการศึกษาจังหวัด 60,000 พัฒนา
ตรวจติดตามการใช้จ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชน 31,000 ควบคุม
ประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานของ ปส.กช. จังหวัด 19,000 กลไก
ตรวจติดตามเพื่อส่งเสริมคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนนอกระบบ 10,400 ควบคุม
ส่งเสริมสนับสนุนการบริหารงานและตรวจติดตามโรงเรียนเอกชน 10,200 ควบคุม
ส่งเสริมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ 10,000 พัฒนา

นอกจากนี้มีโครงการที่ใช้งบ สช. แต่อยู่ในความรับผิดชอบของกลุ่มนิเทศฯ อีก 2 โครงการ คือ การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย 46,600 บาท และการส่งเสริมและพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา 13,120 บาท

📌 ข้อค้นพบที่ 5 โครงสร้างงบประมาณสะท้อนบทบาทกำกับมากกว่าบทบาทพัฒนา

การคำนวณ ค่า
งบ สช. ทั้งหมดต่อผู้เรียนเอกชน 1 คน ต่อปี 10.60 บาท
งบของกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนต่อผู้เรียน 1 คน ต่อปี 5.71 บาท
สัดส่วนงบที่เป็นงานตรวจติดตามและควบคุม 51,600 จาก 140,600 บาท (ร้อยละ 36.7)
สัดส่วนงบที่เป็นงานพัฒนา 70,000 จาก 140,600 บาท (ร้อยละ 49.8)

การตีความ ด้วยงบประมาณระดับนี้ มาตรการที่เสนอในยุทธศาสตร์จะต้องเป็นมาตรการที่ใช้กลไกและข้อมูลที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก ไม่ใช่มาตรการที่ต้องอาศัยงบประมาณใหม่จำนวนมาก มิฉะนั้นจะเป็นข้อเสนอที่ปฏิบัติไม่ได้

ข้อสังเกตเชิงบวก โครงการที่ 3 คือการประชุมขับเคลื่อน ปส.กช. จังหวัด มีงบประมาณตั้งไว้แล้ว 19,000 บาท ซึ่งยืนยันข้อค้นพบในรายงานฉบับก่อนว่ากลไกนี้ทำงานอยู่จริง และสามารถใช้เป็นเวทีขับเคลื่อนกลยุทธ์ 5.3 ได้โดยไม่ต้องขอตั้งงบใหม่


ส่วนที่ 5: ผลต่อการออกแบบยุทธศาสตร์ — สองประเด็นที่ต้องปรับ

5.1 ⚠️ ประเด็นความต่อเนื่องกับแผนฉบับเดิม ที่ต้องให้ผู้ว่าจ้างตัดสินใจ

จาก E1 พบว่าแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดฉบับปัจจุบันมีโครงสร้างดังนี้

วิสัยทัศน์ "สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ พัฒนาผู้เรียนทุกช่วงวัย ให้เป็นคนดี มีคุณภาพ และมีความสุข"

ประเด็นยุทธศาสตร์ 5 ประเด็น 1. สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงการให้บริการทางการศึกษา 2. พัฒนาคุณภาพและกระบวนการเรียนรู้ทุกช่วงวัย 3. ยกระดับการบริหารจัดการแบบบูรณาการจากทุกภาคส่วน 4. พัฒนาทักษะอาชีพและเพิ่มขีดสมรรถนะในการแข่งขัน 5. ส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย

การเปรียบเทียบกับโครงสร้างที่ที่ปรึกษาเสนอ

แผนเดิม (2566–2570) ที่ปรึกษาเสนอ (2571–2575) ความสัมพันธ์
1. โอกาสการเข้าถึง 1. โอกาสและความเสมอภาค ตรงกัน
2. คุณภาพและกระบวนการเรียนรู้ 2. คุณภาพการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน ตรงกัน
4. ทักษะอาชีพและขีดความสามารถ 4. กำลังคนอยุธยา ตรงกัน
3. บริหารจัดการแบบบูรณาการ 5. ระบบข้อมูลและกลไกบูรณาการ ใกล้เคียง
5. การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย หายไปในข้อเสนอใหม่
3. เส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เป็นของใหม่

ข้อค้นพบ โครงสร้างที่เสนอมีความต่อเนื่องกับแผนเดิมสูงกว่าที่คาด คือตรงกัน 4 ใน 5 ประเด็น ซึ่งเป็นข้อดีเพราะทำให้ กศจ. เข้าใจได้ง่ายและไม่รู้สึกว่าเป็นการรื้อทั้งหมด

แต่มีประเด็นที่ต้องตัดสินใจสองข้อ

ข้อแรก ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 ของแผนเดิมว่าด้วยความปลอดภัย ไม่ปรากฏในโครงสร้างใหม่ ทั้งที่เป็นเรื่องที่นโยบายกระทรวงให้ความสำคัญและจังหวัดมีความเสี่ยงอุทกภัยเชิงพื้นที่ชัดเจน ที่ปรึกษาเสนอให้นำกลับเข้ามาเป็นกลยุทธ์ภายใต้ประเด็นที่ 1 ในฐานะเงื่อนไขของการคงอยู่ในระบบ แทนการตั้งเป็นประเด็นแยก แต่ผู้ว่าจ้างอาจเห็นควรคงไว้เป็นประเด็นที่ 6 ก็ได้

ข้อที่สอง ประเด็นที่ 3 เรื่องเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเป็นของใหม่ทั้งหมด ต้องอธิบายเหตุผลให้ กศจ. ชัดเจนว่าเหตุใดจึงเพิ่ม

5.2 ค่าฐานตัวชี้วัดที่พบในแผนเดิม และข้อบกพร่องที่ต้องไม่ทำซ้ำ

จาก E1 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 พบค่าฐานจริง 5 รายการ ซึ่งเป็น ค่าฐานชุดแรกของทั้งโครงการที่มีตัวเลขจริง

ตัวชี้วัด ค่าฐาน เป้า 2568 เป้า 2569 เป้า 2570 หน่วยงานรับผิดชอบ
ร้อยละประชากรอายุ 3–5 ปี เข้าเรียนระดับปฐมวัย 88.02 80 82 84 สพฐ./สช./อปท.
ร้อยละประชากรอายุ 6–14 ปี เข้าเรียนภาคบังคับ 84.00 80 85 90 สพฐ./สช./อปท./สกร.
ร้อยละประชากรอายุ 15–17 ปี เข้าเรียน ม.ปลายและเทียบเท่า 51.17 50 55 60 สพฐ./สช./อปท./สกร./อศจ.
ร้อยละผู้พิการที่ขึ้นทะเบียนได้เข้าเรียนและพัฒนาตามศักยภาพ 88.02 60 65 70 ศศพ.
การออกกลางคันของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1,181 คน 1,000 900 800 หน่วยงานทางการศึกษา

📌 ข้อค้นพบที่ 6 มีค่าฐานจริงให้ใช้แล้ว 5 รายการ และ สช. ถูกระบุเป็นหน่วยงานรับผิดชอบร่วมใน 3 รายการอยู่แล้ว

ข้อค้นพบนี้ สนับสนุนทางเลือก ค โดยตรง เพราะแสดงว่าแผนฉบับเดิมได้บรรจุการศึกษาเอกชนไว้ในฐานะผู้ร่วมรับผิดชอบตัวชี้วัดแล้ว แต่ยังไม่มีมาตรการเฉพาะรองรับ การเพิ่มกลยุทธ์เฉพาะจึงเป็นการเติมช่องว่างที่มีอยู่จริง ไม่ใช่การสร้างเรื่องใหม่

⚠️ ข้อบกพร่องเชิงเทคนิคของแผนเดิมที่ต้องไม่ทำซ้ำ

# ข้อบกพร่อง รายละเอียด
1 ค่าเป้าหมายต่ำกว่าค่าฐาน ตัวชี้วัดประชากร 3–5 ปี มีค่าฐาน 88.02 แต่ตั้งเป้าปี 2570 ไว้เพียง 84 ซึ่งแปลว่าแผนตั้งเป้าให้ผลงานแย่ลง เช่นเดียวกับตัวชี้วัดผู้พิการที่มีค่าฐาน 88.02 แต่ตั้งเป้า 70
2 ค่าฐานซ้ำกันโดยไม่มีเหตุผล ตัวชี้วัดที่ 1 และที่ 4 มีค่าฐาน 88.02 เท่ากันพอดี ทั้งที่วัดคนละเรื่อง น่าสงสัยว่าเป็นการคัดลอกผิด
3 ตัวชี้วัดที่ตั้งเป้า 100 ทุกปีตั้งแต่ปีฐาน ตัวชี้วัดร้อยละหน่วยงานที่ได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพ และร้อยละหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชนที่มีส่วนร่วม ตั้งค่าฐาน 100 และเป้า 100 ทุกปี ซึ่งไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงใด ๆ และไม่มีประโยชน์ในการบริหาร

นี่คือบทเรียนจากแผนฉบับเดิมตามที่ระยะที่ 2 กำหนดให้ต้องจัดทำ และเป็นเหตุผลสนับสนุนหลักการที่ยืนยันไว้ว่าห้ามกำหนดค่าเป้าหมายโดยไม่มีเหตุผลรองรับ


ส่วนที่ 6: การปรับกลยุทธ์ 5.3 ตามมติข้อ 3 ของผู้ว่าจ้าง

ผู้ว่าจ้างมีมติว่า ไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลสถานะกิจการของสถานศึกษาเอกชนรายแห่ง ที่ปรึกษาเห็นด้วยกับมตินี้ และได้ปรับกลยุทธ์ตามหลักการดังนี้

6.1 หลักการที่เปลี่ยนไป

เดิม (ร่างในรายงานฉบับก่อน) ปรับใหม่ตามมติ
"ระบบเฝ้าระวังความยั่งยืนของสถานศึกษาเอกชน" "ระบบข้อมูลภายในเพื่อการวางแผนรองรับผู้เรียน"
จัดกลุ่มสถานศึกษาตามระดับความเสี่ยงและทบทวนผ่าน ปส.กช. จัดทำ บัญชีการวางแผนรองรับ เป็นเอกสารภายในของกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน ไม่นำเข้าที่ประชุมในรูปแบบรายชื่อ
ตัวชี้วัด "จำนวนสถานศึกษาที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง" ตัดออก เพราะการรายงานตัวเลขนี้ต่อ กศจ. อาจนำไปสู่การสืบทราบรายชื่อได้
รายงานต่อ กศจ. ปีละ 1 ครั้ง รายงานต่อ กศจ. เฉพาะภาพรวมเชิงสถิติ เช่น จำนวนผู้เรียนภาคเอกชนและแนวโน้ม โดยไม่ระบุรายชื่อสถานศึกษา

6.2 กลยุทธ์ 5.3 ฉบับปรับปรุง

หัวข้อ รายละเอียด
ชื่อกลยุทธ์ ระบบข้อมูลเพื่อการวางแผนรองรับผู้เรียน และแนวปฏิบัติคุ้มครองผู้เรียนกรณีสถานศึกษาเปลี่ยนแปลงกิจการ
ปัญหาที่แก้ ผู้เรียนภาคเอกชนหดตัวร้อยละ 8.1 ต่อปี เร็วกว่าค่าเฉลี่ยจังหวัดสองเท่า และสถานศึกษาเอกชนมีขนาดเฉลี่ย 616 คนต่อแห่ง หากแห่งใดเลิกกิจการโดยไม่มีการเตรียมการ ผู้เรียนราว 600 คนจะต้องหาที่เรียนใหม่พร้อมกัน
กิจกรรมหลัก (1) รวบรวมข้อมูลแนวโน้มผู้เรียนรายสถานศึกษาย้อนหลัง 5 ปี จากข้อมูลที่กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนมีอยู่แล้วในงานประจำ ไม่เก็บข้อมูลชุดใหม่
(2) จัดทำบัญชีการวางแผนรองรับผู้เรียนรายตำบล เป็นเอกสารภายใน
(3) จัดทำแนวปฏิบัติการคุ้มครองผู้เรียนกรณีเปลี่ยนแปลงหรือเลิกกิจการ เสนอ ปส.กช. และ กศจ. เห็นชอบ โดยเป็นแนวปฏิบัติทั่วไป ไม่อ้างอิงสถานศึกษาแห่งใด
(4) ประสาน สพป. และ สพม. เตรียมความจุรองรับในระดับตำบล
(5) ใช้เวทีประชุม ปส.กช. ที่มีงบประมาณอยู่แล้ว 19,000 บาทต่อปี เป็นกลไกขับเคลื่อน
เจ้าภาพหลัก ศธจ. กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน (4 คน)
ประเภทภารกิจ 1 สำหรับการจัดทำข้อมูลและแนวปฏิบัติ · 2 สำหรับการประสานสถานศึกษารัฐ · 4 สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายต่อ สช.
ทรัพยากร ใช้งบประมาณที่มีอยู่เดิม ได้แก่ งบประชุม ปส.กช. 19,000 บาทต่อปี และงบพัฒนาผู้บริหารครูและบุคลากร 60,000 บาทต่อปี ไม่เสนอขอตั้งงบใหม่ในสองปีแรก
การรักษาความลับ บัญชีการวางแผนรองรับเป็นเอกสารภายในของกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน เข้าถึงได้เฉพาะศึกษาธิการจังหวัดและผู้ที่ได้รับมอบหมาย รายงานต่อ กศจ. เฉพาะข้อมูลรวมเชิงสถิติ ต้องวินิจฉัย ชั้นความลับของเอกสารตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ ต้องให้ฝ่ายกฎหมายกำหนด

6.3 ตัวชี้วัดฉบับปรับปรุง

รหัส ตัวชี้วัด ประเภท ค่าฐาน เป้าหมาย 2575
5.3 จำนวนผู้เรียนที่หลุดจากระบบอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหรือเลิกกิจการของสถานศึกษา ผลลัพธ์ รอข้อมูล 0 คน
5.4 มีแนวปฏิบัติคุ้มครองผู้เรียนกรณีสถานศึกษาเปลี่ยนแปลงกิจการที่ กศจ. เห็นชอบ ผลผลิต ไม่มี มีและใช้บังคับภายในปี 2572
1.5 สัดส่วนผู้เรียนในสถานศึกษาเอกชนที่อยู่ในระบบติดตามผู้เรียนรายบุคคลของจังหวัด กระบวนการ 0% 100% ภายในปี 2572
4.4 สัดส่วนผู้เรียนภาคเอกชนต่อผู้เรียนทั้งจังหวัด บริบท เฝ้าระวัง 16.6% (2568) ติดตามแนวโน้ม ไม่ตั้งเป้า

หมายเหตุสำคัญเกี่ยวกับตัวชี้วัด 4.4 ตัวชี้วัดนี้มีค่าฐานจริงแล้ว แต่ ไม่ควรตั้งค่าเป้าหมาย เพราะสัดส่วนผู้เรียนภาคเอกชนถูกกำหนดโดยการตัดสินใจของผู้ปกครองและปัจจัยเศรษฐกิจ การตั้งเป้าให้เพิ่มขึ้นจะถูกตีความว่าจังหวัดมีนโยบายผลักเด็กเข้าโรงเรียนเอกชน ส่วนการตั้งเป้าให้ลดลงก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน จึงใช้เป็นตัวชี้วัดบริบทเพื่อเฝ้าระวังเท่านั้น


ส่วนที่ 7: สถานะบัญชีช่องว่างข้อมูลหลังใช้เอกสารที่ส่งมา

# ข้อมูลที่ต้องการ สถานะเดิม สถานะใหม่
1 จำนวนโรงเรียนเอกชนในระบบและนอกระบบ จำแนกรายอำเภอ ไม่มี มีระดับจังหวัดแล้ว (35 + 5 แห่ง) ยังขาดการจำแนกรายอำเภอและยังไม่แยกในระบบ/นอกระบบ
2 จำนวนผู้เรียนเอกชน ย้อนหลัง 5 ปี ไม่มี มี 2 ปีแล้ว (26,812 → 24,642) ยังขาดอีก 3 ปี และการจำแนกรายอำเภอ
3 สถิติการขออนุญาตจัดตั้ง เปลี่ยนแปลง และเลิกกิจการ ไม่มี ยังไม่มี — แต่เป็นข้อมูลที่ ศธจ. ถือครองในงานประจำ
4 สัดส่วนผู้เรียนเอกชนต่อทั้งจังหวัด ไม่มี มีแล้ว 17.4% → 16.6%
5 จำนวนครูและบุคลากรเอกชน ไม่มี มีตัวเลขแล้ว แต่มีปัญหาคุณภาพข้อมูล ต้องตรวจสอบนิยามก่อนใช้
6 ผลการประเมินคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ของสถานศึกษาเอกชน ไม่มี ยังไม่มีการจำแนกรายสังกัด — E1 มีผล O-NET ระดับจังหวัดแต่ไม่แยกเอกชน
7 ข้อมูลนักเรียนยากจนและกลุ่มเปราะบางในสถานศึกษาเอกชน ไม่มี ยังไม่มี
8 สถิติการปิดกิจการระดับประเทศฉบับทางการ ไม่มี ยังไม่มี — แต่ความจำเป็นลดลง เพราะมีข้อมูลของจังหวัดเองแล้ว

สรุป ปิดช่องว่างได้ 1 รายการเต็ม ปิดได้บางส่วน 4 รายการ ยังเปิดอยู่ 3 รายการ

สิ่งที่ยังต้องขอเพิ่มและมีความสำคัญสูงสุดเหลือเพียง 3 รายการ 1. ข้อมูลผู้เรียนและสถานศึกษาเอกชน จำแนกรายอำเภอ — จำเป็นต่อการตอบคำถามว่ามีอำเภอใดที่หากโรงเรียนเอกชนปิด จะไม่มีสถานศึกษารองรับในระยะเดินทางที่เหมาะสม 2. ข้อมูลย้อนหลังอีก 3 ปี เพื่อให้ครบ 5 ปีตามมาตรฐาน 3. การยืนยันนิยามของ "ครูและผู้บริหาร" ในตารางทั้งสองฉบับ

ทั้งสามรายการอยู่ในความครอบครองของ ศธจ. เอง


ส่วนที่ 8: สรุปและขั้นตอนถัดไป

สิ่งที่ดำเนินการแล้ว อ่านและสกัดข้อมูลจากเอกสาร 3 ฉบับรวม 382 หน้า · จัดทำ Fact Base การศึกษาเอกชนจากข้อมูลจริง · เปรียบเทียบแนวโน้มสองปี · คำนวณอัตราส่วนเชิงวิเคราะห์ 9 รายการ · ตรวจพบปัญหาคุณภาพข้อมูล 4 รายการ · พบค่าฐานตัวชี้วัดจริง 5 รายการ · พบข้อบกพร่องเชิงเทคนิคของแผนเดิม 3 ประการ · ปรับกลยุทธ์ 5.3 ตามมติเรื่องการไม่เปิดเผยข้อมูลรายแห่ง

ข้อจำกัดที่ต้องเปิดเผย 1. ข้อมูลมีเพียง 2 จุดเวลา ต่ำกว่ามาตรฐาน 3–5 ปี ยังสรุปเป็นแนวโน้มถาวรไม่ได้ 2. ไม่มีการจำแนกรายอำเภอเลย จึงยังวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ของภาคเอกชนไม่ได้ 3. ตัวเลขครูและห้องเรียนของภาคเอกชนมีความผิดปกติที่ยังอธิบายไม่ได้ ห้ามนำไปใช้ก่อนตรวจสอบ 4. ข้อมูลใน E1 ขัดแย้งกันเองระหว่างเนื้อความกับตาราง ยังไม่ยุติ

ประเด็นที่ต้องให้ผู้ว่าจ้างตัดสินใจเพิ่มเติม 2 ข้อ 1. ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 ของแผนเดิมเรื่องความปลอดภัย จะคงไว้เป็นประเด็นแยกในแผนใหม่ หรือยุบเป็นกลยุทธ์ภายใต้ประเด็นที่ 1 2. จะให้ที่ปรึกษาสอบถามความชัดเจนเรื่องนิยาม "ครูและผู้บริหาร" กับกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนหรือไม่ หรือให้ระงับการใช้ตัวเลขนั้นไว้ก่อน

งานในขั้นตอนถัดไป ดำเนินการแก้ไขเอกสารทั้ง 7 จุดตามที่ผู้ว่าจ้างยืนยัน โดยใช้ข้อมูลจริงจากรายงานฉบับนี้แทนตัวเลขสมมติ ซึ่งจะทำให้ร่างกรณีตัวอย่างเปลี่ยนสถานะจาก "ร่างเพื่อทำความเข้าใจ" ไปสู่ "ร่างที่มีฐานข้อมูลจริงบางส่วน" และคะแนนประเมินตนเองในภาคผนวก ง จะขยับขึ้นในเกณฑ์ความเป็นปัจจุบันของข้อมูลและความสมเหตุสมผลของค่าเป้าหมาย


แหล่งอ้างอิง

เอกสารหลัก (ปฐมภูมิระดับหน่วยงาน) 1. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, แผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2566–2570 (ฉบับทบทวนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568) — ตารางที่ 10 หน้า 13, ตารางที่ 11 หน้า 13, วิสัยทัศน์และประเด็นยุทธศาสตร์ หน้า 44, ตัวชี้วัดประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 หน้า 45, ตัวชี้วัดประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 หน้า 47 2. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, แผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ฉบับปรับปรุงตามงบประมาณที่ได้รับจัดสรร) — ตารางที่ 7 ข้อมูล ณ 10 มิถุนายน 2568, ตารางที่ 17 ข้อมูล ณ เมษายน 2569, บัญชีงบประมาณจัดสรร หน้า ซ 3. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, แผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566–2570), เอกสารลำดับที่ 3/2566, กลุ่มนโยบายและแผน

การคำนวณทั้งหมดในรายงานฉบับนี้ ที่ปรึกษาคำนวณเองจากตัวเลขในเอกสารข้างต้น โดยแสดงสูตรกำกับไว้ทุกจุด ไม่มีตัวเลขที่สร้างขึ้นใหม่ ยกเว้นการคาดการณ์ปี 2575 ซึ่งกำกับไว้ชัดเจนว่าเป็นการคำนวณเชิงสาธิต


Fact Base ฉบับที่ 2 จัดทำเมื่อ 31 สิงหาคม 2569