# บทบรรยายประกอบสไลด์
# แนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

**ใช้คู่กับ:** ไฟล์สไลด์ 27 แผ่น และเอกสารประกอบการบรรยาย 12 บท
**เวลารวมโดยประมาณ:** 141 นาที (ประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที) ไม่รวมช่วงถามตอบและใบงาน
**วันที่จัดทำ:** 31 สิงหาคม 2569

---

## วิธีใช้บทบรรยายฉบับนี้

บทบรรยายนี้เขียนเป็น **ภาษาพูด** ไม่ใช่ภาษาเขียน จึงอ่านออกเสียงได้ทันที แต่ไม่แนะนำให้อ่านตามตัวอักษรทั้งหมด ควรใช้เป็นโครงแล้วปรับถ้อยคำตามสถานการณ์จริง

แต่ละสไลด์ประกอบด้วยสามส่วน

| ส่วน | ใช้อย่างไร |
|---|---|
| **บทบรรยาย** | เนื้อหาที่พูด ปรับได้ตามเวลาและผู้ฟัง |
| **จุดเน้นและข้อควรระวัง** | สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ อ่านก่อนขึ้นบรรยาย |
| **เวลาโดยประมาณ** | ใช้บริหารเวลา หากเวลาไม่พอ ดูรายการสไลด์ที่ตัดได้ท้ายเอกสาร |

**ข้อควรระวังสำคัญที่สุด** ข้อมูลกฎหมายทั้งหมดตรวจสอบจากเว็บไซต์หน่วยงาน ยังไม่ได้ตรวจทานกับราชกิจจานุเบกษา หากมีผู้ถามในที่ประชุม ให้ตอบตามจริงว่าต้องส่งฝ่ายกฎหมายตรวจสอบก่อนใช้อ้างอิงในเอกสารราชการ **การยอมรับข้อจำกัดสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่าการตอบให้ครบทุกคำถาม**

---

## แผนบริหารเวลา

| ช่วง | สไลด์ | เนื้อหา | เวลา |
|---|---|---|---|
| เปิด | 1–2 | ปกและวัตถุประสงค์ | 5 นาที |
| ส่วนที่ 1 | 3–6 | เหตุใดแผนส่วนใหญ่จึงไม่ถูกใช้ | 20 นาที |
| ส่วนที่ 2 | 7–10 | ฐานอำนาจและขอบเขต | 20 นาที |
| ส่วนที่ 3 | 11–13 | แผนที่ของแผน | 13 นาที |
| **ส่วนที่ 4** | **14–17** | **ข้อเท็จจริงของอยุธยา** | **25 นาที** |
| ส่วนที่ 5 | 18–24 | ทักษะที่ต้องใช้จริง | 43 นาที |
| ปิด | 25–27 | กับดัก เกณฑ์ตรวจ และสรุป | 15 นาที |

**หากเวลาจำกัดเหลือ 60 นาที** ให้คงสไลด์ 1, 2, 4, 6, 9, 10, 12, 15, 16, 22, 24, 26, 27 และตัดที่เหลือ โดยแจ้งผู้ฟังว่าเนื้อหาส่วนที่ตัดอยู่ในเอกสารประกอบ

**สไลด์ที่ห้ามตัดไม่ว่ากรณีใด** สไลด์ที่ 6 (ทัศนคติสามข้อ) · สไลด์ที่ 9 (เส้นแบ่งอำนาจ) · สไลด์ที่ 15 (ตัวเลขจริงของจังหวัด) · สไลด์ที่ 22 (กับดักคำสี่คำ)

---

# สไลด์ที่ 1 — ปก
**เวลาโดยประมาณ:** 2 นาที

## บทบรรยาย

> สวัสดีครับ วันนี้ผมได้รับมอบหมายให้มาชี้แจงแนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำหรับช่วงปี 2571 ถึง 2575
> >
> > ก่อนเริ่ม ผมขอทำความเข้าใจร่วมกันสองเรื่อง
> >
> > เรื่องแรก เอกสารที่ทุกท่านได้รับไม่ใช่สไลด์ที่ดูแล้วจบ แต่ออกแบบให้เป็นคู่มือปฏิบัติงานที่ใช้ต่อได้จริงหลังการประชุม ในเล่มมี 12 บท ภาคผนวก 4 ส่วน และใบงาน 5 ใบ ซึ่งเราจะได้ลงมือทำจริงในช่วงบ่าย
> >
> > เรื่องที่สอง สิ่งที่เราจะทำวันนี้ไม่ใช่การเขียนแผนให้เสร็จ แต่คือการตกลงกันว่าจะเขียนอย่างไรให้แผนถูกใช้จริง เพราะปัญหาของแผนส่วนใหญ่ไม่ใช่เขียนไม่เสร็จ แต่คือเขียนเสร็จแล้วไม่มีใครหยิบมาใช้
> >
> > ข้อมูลทั้งหมดที่ผมจะนำเสนอ ตัดยอด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 และส่วนใหญ่มาจากเอกสารแผนของสำนักงานเราเอง ซึ่งทุกท่านตรวจสอบได้ทันที

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

เปิดด้วยการสร้างความรู้สึกร่วม ไม่ใช่การสอน ย้ำว่าเอกสารใช้ต่อได้

---

# สไลด์ที่ 2 — วัตถุประสงค์การเรียนรู้
**เวลาโดยประมาณ:** 3 นาที

## บทบรรยาย

> เป้าหมายของการบรรยายวันนี้แบ่งเป็นสามด้าน
> >
> > ด้านความรู้ ท่านจะทราบว่าสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมีอำนาจตามกฎหมายแค่ไหน ขอบเขตที่เขียนเกินไม่ได้อยู่ตรงไหน แผนระดับบนที่ต้องเชื่อมโยงมีอะไรบ้างและสถานะปัจจุบันเป็นอย่างไร รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์การศึกษาของจังหวัดเรา
> >
> > ด้านทัศนคติ ผมอยากให้เราออกจากห้องนี้ด้วยความเข้าใจร่วมกันสามข้อ คือยุทธศาสตร์ที่ดีคือเครื่องมือแก้ปัญหา ไม่ใช่เอกสารเชิงพิธีกรรม ข้อมูลที่ขัดกับความเชื่อเดิมต้องนำเสนอ ไม่ใช่ปกปิด และการเขียนเกินอำนาจหน้าที่ทำให้แผนล้มเหลว
> >
> > ด้านทักษะ ท่านจะกลับไปพร้อมเครื่องมือที่ใช้ได้จริง คือวิธีใช้ข้อมูลอย่างถูกต้อง วิธีวิเคราะห์สาเหตุราก วิธีเขียนกลยุทธ์ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ วิธีออกแบบตัวชี้วัด และวิธีจำแนกภารกิจกับจัดทำตาราง RACI
> >
> > ด้านที่ยากที่สุดคือด้านทัศนคติ เพราะความรู้กับทักษะสอนกันได้ในหนึ่งวัน แต่ทัศนคติต้องอาศัยความเห็นพ้องร่วมกัน

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

ให้เวลาผู้ฟังอ่านการ์ดทั้งสามใบ อย่ารีบ

---

# สไลด์ที่ 3 — ส่วนที่ 1 เหตุใดยุทธศาสตร์ส่วนใหญ่จึงไม่ถูกใช้
**เวลาโดยประมาณ:** 1 นาที

## บทบรรยาย

> เราจะเริ่มจากคำถามที่อาจฟังดูแรงไปสักหน่อย คือเหตุใดแผนส่วนใหญ่จึงไม่ถูกใช้
> >
> > ผมถามแบบนี้ไม่ใช่เพื่อวิจารณ์ใคร แต่เพราะถ้าเราไม่รู้จักลักษณะของแผนที่ทำแล้วไม่มีใครใช้ เราก็จะเผลอทำซ้ำโดยไม่รู้ตัว
> >
> > ขอให้ทุกท่านฟังส่วนนี้ในฐานะการสำรวจตัวเองร่วมกัน ไม่ใช่การจับผิด

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

น้ำเสียงต้องเป็นมิตร ไม่ใช่การตำหนิ

---

# สไลด์ที่ 4 — อาการ 6 ข้อของแผนที่ไม่ถูกใช้
**เวลาโดยประมาณ:** 6 นาที

## บทบรรยาย

> ตารางนี้แบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งซ้ายคืออาการที่เรามองเห็น ฝั่งขวาคือสาเหตุที่แท้จริง
> >
> > อาการแรก อ่านแล้วไม่รู้ว่าจังหวัดนี้ต่างจากจังหวัดอื่นอย่างไร สาเหตุคือคัดลอกถ้อยคำจากแผนระดับบนโดยไม่วิเคราะห์เชิงพื้นที่
> >
> > อาการที่สอง มีโครงการเต็มไปหมดแต่ไม่รู้ว่าแก้ปัญหาอะไร สาเหตุคือกำหนดโครงการก่อนวิเคราะห์ปัญหา ซึ่งเป็นการทำงานย้อนลำดับ
> >
> > อาการที่สาม ตัวชี้วัดมีแต่จำนวนผู้เข้าร่วมอบรม เพราะเราเลือกวัดสิ่งที่วัดง่าย ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ
> >
> > อาการที่สี่ ค่าเป้าหมายเป็นเลขกลมร้อยละ 80 ทุกตัว เพราะไม่มีค่าฐาน จึงตั้งเป้าตามความรู้สึก
> >
> > อาการที่ห้า หน่วยงานอื่นไม่ทำตาม เพราะเราเขียนสั่งการหน่วยงานที่ไม่ได้อยู่ในสายบังคับบัญชา
> >
> > อาการที่หก พอถึงปีที่สามไม่มีใครรายงานผล เพราะไม่มีระบบข้อมูลรองรับตัวชี้วัดที่เราเขียนไว้
> >
> > ขอเชิญทุกท่านลองสำรวจดูครับว่าแผนที่เราเคยจัดทำ มีอาการข้อใดบ้าง ผมเชื่อว่าหลายท่านจะเห็นอย่างน้อยสองสามข้อ และนั่นเป็นเรื่องปกติ ประเด็นสำคัญคืออาการทั้งหกนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่ตั้งใจ แต่เกิดจากการข้ามขั้นตอน โดยเฉพาะการข้ามการวิเคราะห์สาเหตุ

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

หยุดถามผู้เข้าร่วมจริง ๆ อย่าอ่านรวดเดียว ให้เวลาสะท้อน 1-2 นาที

---

# สไลด์ที่ 5 — เกณฑ์ 5 ข้อของยุทธศาสตร์ที่ใช้งานได้จริง
**เวลาโดยประมาณ:** 5 นาที

## บทบรรยาย

> เมื่อรู้ว่าอะไรทำให้แผนไม่ถูกใช้แล้ว เกณฑ์ห้าข้อนี้คือด้านกลับ
> >
> > ข้อแรก ตรวจสอบย้อนกลับได้ หมายความว่าผู้อ่านต้องไล่จากโครงการ กลับไปยังกลยุทธ์ ประเด็นยุทธศาสตร์ ปัญหา สาเหตุราก ข้อมูล และแหล่งอ้างอิง โดยไม่ขาดตอน ถ้าขาดตอนที่จุดใด แปลว่าโครงการนั้นไม่มีเหตุผลรองรับ
> >
> > ข้อสอง จำแนกเชิงพื้นที่ ต้องระบุได้ว่ามาตรการใดสำหรับอำเภอใด กลุ่มใด เพราะปัญหาการศึกษาไม่ได้กระจายเท่ากันทั้งจังหวัด
> >
> > ข้อสาม อยู่ในขอบเขตอำนาจ ทุกมาตรการต้องมีเจ้าภาพจริง และระบุว่าเราสั่งได้ ประสานได้ หรือต้องเสนอผู้อื่น
> >
> > ข้อสี่ วัดผลได้จริง ทุกตัวชี้วัดต้องมีแหล่งข้อมูลที่มีอยู่จริง หรือมีแผนสร้างขึ้นภายในยุทธศาสตร์เอง
> >
> > ข้อห้า เปิดเผยข้อจำกัด เราต้องระบุช่องว่างข้อมูลและประเด็นที่ยังไม่ยุติ แทนการปิดบัง
> >
> > เกณฑ์ห้าข้อนี้ผมเสนอให้เราใช้เป็นเกณฑ์ตรวจรับงานของคณะทำงานเราเองด้วย

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

ข้อ 1 คือหัวใจ ให้เวลาอธิบายมากที่สุด

---

# สไลด์ที่ 6 — ทัศนคติสามข้อ
**เวลาโดยประมาณ:** 8 นาที

## บทบรรยาย

> สามข้อนี้เป็นส่วนที่ผมอยากขอความเห็นพ้องจากทุกท่านมากที่สุด
> >
> > ข้อแรก ข้อมูลที่ไม่สวยงามมีค่ามากกว่าข้อมูลที่สวยงาม สมมติว่าเราพบว่าอำเภอหนึ่งมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าอำเภออื่นมาก ปฏิกิริยาแรกของหลายคนคืออยากเฉลี่ยรวมให้ดูดี แต่ในทางยุทธศาสตร์ นั่นคือข้อค้นพบที่มีค่าที่สุดของทั้งแผน เพราะเป็นจุดที่การลงทุนจะสร้างผลตอบแทนสูงสุด การเฉลี่ยรวมให้ดูดีเท่ากับทำให้แผนไร้ประโยชน์
> >
> > ข้อสอง การยอมรับว่าเราทำเองไม่ได้ คือความแม่นยำ ไม่ใช่ความอ่อนแอ ข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับการทำงานข้ามสังกัด ถ้าเราเขียนว่าสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดจะดำเนินการเรื่องที่อยู่ในอำนาจของหน่วยงานอื่น แผนจะล้มเหลวตั้งแต่วันที่ประกาศใช้ เพราะไม่มีใครทำตาม ในทางกลับกัน การระบุเจ้าภาพที่แท้จริงพร้อมกลไกที่มีอยู่จริง คือสิ่งที่ทำให้แผนเดินได้
> >
> > ข้อสาม ความเห็นของผู้บริหารเป็นสมมติฐานที่มีค่า แต่ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริง เมื่อผู้บริหารระบุว่าปัญหาสำคัญคือเรื่องใด เราถือเป็นสมมติฐานตั้งต้นที่ต้องตรวจสอบด้วยข้อมูล ถ้าข้อมูลยืนยันเราก็เขียนพร้อมหลักฐาน ถ้าไม่ยืนยันเราก็ต้องรายงานตามจริง ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ให้ผู้บริหาร ไม่ใช่การขัดผู้บริหาร

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

ข้อ 2 คือหัวใจของทั้งการบรรยาย ใช้เวลามากที่สุด อาจยกตัวอย่างจริงในพื้นที่

---

# สไลด์ที่ 7 — ส่วนที่ 2 ฐานอำนาจและขอบเขตที่เขียนเกินไม่ได้
**เวลาโดยประมาณ:** 1 นาที

## บทบรรยาย

> ต่อไปเป็นเรื่องที่เป็นเทคนิคมากขึ้น คือฐานอำนาจตามกฎหมาย
> >
> > ขอเรียนไว้ก่อนว่าข้อมูลกฎหมายที่ผมนำเสนอ ตรวจสอบจากเว็บไซต์หน่วยงานเป็นหลัก ยังไม่ได้ตรวจทานกับตัวบทในราชกิจจานุเบกษาทุกฉบับ ดังนั้นก่อนนำไปอ้างอิงในเอกสารราชการฉบับจริง ต้องให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบอีกครั้ง

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

การเปิดเผยข้อจำกัดตั้งแต่ต้นสร้างความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่ลดทอน

---

# สไลด์ที่ 8 — งานที่เรากำลังทำอยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรง
**เวลาโดยประมาณ:** 5 นาที

## บทบรรยาย

> เริ่มจากข่าวดีก่อน งานที่เรากำลังทำอยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรง ไม่มีปัญหาด้านฐานอำนาจ
> >
> > ข้อ 11 วงเล็บ 2 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 ระบุตรงตัวว่า จัดทำแผนพัฒนาการศึกษาและแผนปฏิบัติการ และในระดับหน่วยงานภายใน กลุ่มนโยบายและแผนมีหน้าที่จัดทำข้อเสนอยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัดโดยตรง
> >
> > ด้านล่างคือหน้าที่และอำนาจห้าข้อที่รองรับมาตรการสำคัญของยุทธศาสตร์ฉบับนี้
> >
> > ข้อ 4 เรื่องเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ รองรับการตั้งศูนย์ข้อมูลการศึกษาระดับจังหวัด
> >
> > ข้อ 5 เรื่องการศึกษาเพื่อคนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้มีความสามารถพิเศษ รองรับมาตรการความเสมอภาค
> >
> > ข้อ 7 เรื่องงานวิชาการ การนิเทศ และแนะแนว รองรับมาตรการด้านคุณภาพการเรียนรู้
> >
> > ข้อ 9 เรื่องศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม รองรับการใช้ทุนมรดกโลกเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งเป็นจุดเด่นเฉพาะของจังหวัดเรา
> >
> > ข้อ 10 เรื่องการจัดการศึกษาเอกชน ซึ่งเราจะพูดถึงในสไลด์ถัดไป
> >
> > ข้อเสนอเชิงปฏิบัติคือ ก่อนเขียนมาตรการใหม่ทุกครั้ง ให้เปิดตารางหน้าที่และอำนาจ 11 ประการในบทที่ 2 ของเอกสาร แล้วถามว่ามาตรการนี้มีฐานอำนาจข้อใดรองรับ

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

เน้นว่าเป็นข่าวดี ไม่ใช่ข้อจำกัด

---

# สไลด์ที่ 9 — เส้นแบ่งอำนาจ 4 ระดับ
**เวลาโดยประมาณ:** 8 นาที

## บทบรรยาย

> สไลด์นี้เป็นสไลด์ที่สำคัญที่สุดของบทนี้ และเป็นจุดที่คณะทำงานมักเข้าใจผิด
> >
> > อำนาจของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดไม่เท่ากันทุกกลุ่ม ต้องแยกให้ออกเป็นสี่ระดับ
> >
> > ระดับที่หนึ่ง สถานศึกษาเอกชน ได้แก่ โรงเรียนเอกชนสังกัด สช. 35 แห่ง และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน 5 แห่ง กลุ่มนี้เรา ดำเนินการโดยตรงเต็มรูปแบบ ทั้งการออกใบอนุญาตจัดตั้ง การควบคุมการเปลี่ยนแปลงกิจการ การอุดหนุนและสงเคราะห์ และการพัฒนาบุคลากร ตามข้อ 11 วงเล็บ 10
> >
> > ระดับที่สอง หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการอื่น ๆ ได้แก่ สพป. สองเขต สพม. อาชีวศึกษาของรัฐ สกร.จังหวัด และศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มนี้เรา กำกับ ติดตาม เร่งรัด และประเมินผลได้ตามข้อ 11 วงเล็บ 3 แต่ไม่มีอำนาจบริหารจัดการ
> >
> > ระดับที่สาม หน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการแต่จัดการศึกษา ได้แก่ สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 28 แห่ง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 273 แห่ง สถาบันอุดมศึกษาสังกัด อว. และโรงเรียนพระปริยัติธรรม กลุ่มนี้เรา ประสานและส่งเสริมได้เท่านั้น ไม่มีอำนาจกำกับ
> >
> > ระดับที่สี่ ภาคีนอกภาคการศึกษา ต้องประสานผ่านกลไกจังหวัด
> >
> > จุดที่ผมอยากเน้นคือ หลายท่านเข้าใจว่าเรามีอำนาจต่อสถานศึกษาเอกชนเท่ากับที่มีต่อโรงเรียน สพฐ. ซึ่งไม่ถูกต้อง ความจริงคือการศึกษาเอกชนเป็นพื้นที่ที่เรามีอำนาจตามกฎหมายสูงที่สุด และเป็นพื้นที่เดียวที่เราแสดงผลงานที่วัดได้จริงโดยไม่ต้องรอความร่วมมือจากสังกัดอื่น

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

ประเด็นสำคัญที่สุด ให้เวลาถามตอบ อาจมีคนแย้ง ให้เปิดตารางหน้าที่กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนในเอกสารประกอบ

---

# สไลด์ที่ 10 — ภารกิจ 4 ประเภท
**เวลาโดยประมาณ:** 6 นาที

## บทบรรยาย

> จากเส้นแบ่งอำนาจในสไลด์ที่แล้ว นำมาสู่เครื่องมือที่เราต้องใช้กับทุกมาตรการ คือการจำแนกภารกิจสี่ประเภท
> >
> > ประเภทที่ 1 คืองานที่เราดำเนินการได้เอง ถ้อยคำที่ควรใช้คือ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดดำเนินการ
> >
> > ประเภทที่ 2 คืองานที่เราประสาน ส่งเสริม กำกับ หรือติดตาม ถ้อยคำคือ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดประสานและติดตาม โดยมีหน่วยงานใดเป็นผู้ดำเนินการ
> >
> > ประเภทที่ 3 คืองานที่ต้องร่วมดำเนินการกับหน่วยงานอื่น ถ้อยคำคือ ดำเนินการร่วมระหว่างหน่วยงาน ก ข ค โดยมี ก เป็นเจ้าภาพหลัก
> >
> > ประเภทที่ 4 คืองานที่ต้องเสนอผู้มีอำนาจพิจารณา ถ้อยคำคือ เสนอผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวง หรือ ก.ค.ศ. พิจารณา
> >
> > ข้อสังเกตสำคัญคือ ประเภทที่ 4 ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการเขียนให้ถูกต้อง เพราะการเสนอเรื่องต่อผู้มีอำนาจก็เป็นงานที่ต้องทำจริงและวัดผลได้จริง
> >
> > ช่วงบ่ายเราจะใช้ใบงานที่ 1 ในภาคผนวก ก โดยให้แต่ละกลุ่มนำมาตรการที่เตรียมมาจำแนกประเภท พร้อมระบุฐานอำนาจข้อ 11 ที่รองรับ

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

แจกใบงานที่ 1 ตรงนี้ หรือชี้ให้ดูล่วงหน้า

---

# สไลด์ที่ 11 — ส่วนที่ 3 แผนที่ของแผน
**เวลาโดยประมาณ:** 1 นาที

## บทบรรยาย

> ส่วนต่อไปเป็นเรื่องความเชื่อมโยงกับแผนระดับบน ซึ่งเป็นส่วนที่มักถูกทำแบบพิธีกรรมมากที่สุด
> >
> > แต่รอบนี้มีเงื่อนไขพิเศษที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญกว่าปกติ คือรอบการวางแผนของทุกระดับตรงกันพอดี ซึ่งเป็นโอกาสที่เกิดขึ้นทุกห้าปีเท่านั้น

---

# สไลด์ที่ 12 — เหตุใดช่วงปี 2571–2575 จึงเป็นจังหวะที่ดี
**เวลาโดยประมาณ:** 6 นาที

## บทบรรยาย

> ช่วงปี 2571 ถึง 2575 ที่เราเลือก ตรงกับรอบการวางแผนใหม่ของทุกระดับพร้อมกัน
> >
> > ระดับชาติ ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ครอบคลุมปี 2571 ถึง 2575 มีกำหนดประกาศใช้ในปีงบประมาณ 2571 โดยใช้กลยุทธ์ซ่อม เสริม สร้าง ผ่านห้าเสาหลัก ซึ่งรวมถึงการยกระดับทุนมนุษย์
> >
> > ระดับจังหวัด แผนพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2571 ถึง 2575 อยู่ระหว่างจัดทำ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ชี้แจงนโยบายและหลักเกณฑ์แล้ว
> >
> > ระดับท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งจัดทำและประกาศใช้แผนรอบใหม่แล้ว
> >
> > ระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเพิ่งจัดประชุมเชิงปฏิบัติการระดับประเทศ เมื่อวันที่ 27 ถึง 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด All for Education
> >
> > ผลที่ตามมาคือเราสามารถเสนอโครงการเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัดรอบใหม่ได้ตรงจังหวะ หากพลาดรอบนี้ต้องรออีกห้าปี
> >
> > แต่มีข้อควรระวังหนึ่งข้อ คือแผนระดับบนทั้งหมดยังไม่ประกาศใช้ เราจึงอ้างอิงได้เพียงร่างกรอบ เอกสารของเราจึงต้องแยกส่วนที่อ้างอิงร่างออกจากส่วนที่อ้างอิงกฎหมายที่มีผลแน่นอนแล้ว และต้องมีกลไกทบทวนภายในหนึ่งปีหลังแผนฉบับที่ 14 ประกาศใช้

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

ถามในที่ประชุมว่ามีใครไปร่วมประชุม All for Education หรือไม่ ถ้ามีให้ขอเอกสารกรอบแนวทาง

---

# สไลด์ที่ 13 — ความสอดคล้องไม่ได้แปลว่าการคัดลอก
**เวลาโดยประมาณ:** 6 นาที

## บทบรรยาย

> สไลด์นี้แสดงความต่างระหว่างการทำแบบพิธีกรรมกับการทำจริง
> >
> > ฝั่งซ้ายคือวิธีที่ผิด คือเขียนว่า สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แล้วจบ ปัญหาคือประโยคนี้ใช้กับจังหวัดใดก็ได้ จึงไม่ใช้กับจังหวัดใดเลย
> >
> > ฝั่งขวาคือวิธีที่ถูก ลองอ่านดูครับ มติคณะรัฐมนตรีเรื่อง Zero Dropout กำหนดให้บูรณาการข้อมูลเพื่อค้นหาเด็กนอกระบบ ซึ่งในบริบทอยุธยาที่มีแรงงานเคลื่อนย้ายในภาคอุตสาหกรรมจำนวนมาก บุตรของแรงงานกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ปรากฏในระบบทะเบียนสถานศึกษา จึงต้องออกแบบระบบติดตามที่เชื่อมข้อมูลข้ามพื้นที่และข้ามสังกัด
> >
> > สังเกตความต่างครับ ฝั่งขวาอธิบายว่าข้อกำหนดระดับชาติแปลเป็นการดำเนินงานเฉพาะในอยุธยาอย่างไร และเพราะเหตุใด
> >
> > ตารางความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ที่เราต้องจัดทำ ต้องมีแปดช่อง ไม่ใช่สองช่อง คือระดับของแผน ชื่อและสถานะเอกสาร ข้อกำหนดสำคัญ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจังหวัด ผลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์จังหวัดที่รองรับ หน่วยงานเจ้าภาพ และแหล่งอ้างอิง

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

อ่านตัวอย่างฝั่งขวาช้า ๆ ให้ผู้ฟังจับความต่างได้

---

# สไลด์ที่ 14 — ส่วนที่ 4 ข้อเท็จจริงของอยุธยา
**เวลาโดยประมาณ:** 1 นาที

## บทบรรยาย

> ส่วนต่อไปเป็นหัวใจของการบรรยายวันนี้ คือการอ่านข้อมูลให้เป็น
> >
> > ผมจะใช้ตัวเลขชุดเดียว แล้วแสดงให้เห็นว่าถ้าอ่านเป็นจะได้ยุทธศาสตร์ ถ้าอ่านไม่เป็นจะได้เอกสารเปล่า
> >
> > และตัวเลขทั้งหมดในส่วนนี้มาจากเอกสารแผนของสำนักงานเราเอง ซึ่งทุกท่านตรวจสอบได้ทันที

---

# สไลด์ที่ 15 — ตัวเลขการศึกษาของจังหวัด จากเอกสารแผนของเราเอง
**เวลาโดยประมาณ:** 10 นาที

## บทบรรยาย

> ตัวเลขชุดนี้มาจากสองแหล่ง คือแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดฉบับทบทวนประจำปีงบประมาณ 2568 และแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งมีข้อมูล ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2568
> >
> > ดูตัวเลขสี่กล่องบนก่อนครับ ผู้เรียนทั้งจังหวัด 148,373 คน ลดจาก 154,373 คน คือลดลง 6,000 คน หรือร้อยละ 3.9 ในหนึ่งปี ขณะที่จำนวนสถานศึกษาคงที่ 737 แห่ง
> >
> > กล่องที่สามและสี่คือสิ่งที่ผมอยากให้เห็น สัดส่วนผู้เรียนภาคเอกชนคือร้อยละ 16.6 หรือ 24,642 คน ใน 40 แห่ง และผู้เรียนภาคเอกชนลดลงร้อยละ 8.1
> >
> > ลองคิดตามครับ ผู้เรียนทั้งจังหวัดลดลง 6,000 คน โดยมาจากภาคเอกชน 2,170 คน คิดเป็นร้อยละ 36 ของการลดลงทั้งหมด ทั้งที่ภาคเอกชนมีผู้เรียนเพียงร้อยละ 16.6
> >
> > แปลว่าภาคเอกชนรับแรงกดจากการหดตัวของประชากรวัยเรียนในสัดส่วนที่สูงกว่าขนาดของตนเองถึงสองเท่ากว่า
> >
> > และตัวเลขสุดท้ายที่สำคัญมาก สถานศึกษาเอกชนมีขนาดเฉลี่ย 616 คนต่อแห่ง ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งจังหวัดคือ 201 คนต่อแห่ง หมายความว่าถ้าโรงเรียนเอกชนหนึ่งแห่งปิด เด็กราว 600 คนต้องหาที่เรียนใหม่พร้อมกัน ซึ่งเทียบเท่ากับโรงเรียน สพป. เขต 1 ประมาณสามแห่งรวมกัน
> >
> > นี่คือเหตุผลเชิงปริมาณว่าทำไมเรื่องนี้ต้องอยู่ในยุทธศาสตร์

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

สไลด์สำคัญที่สุดของบทที่ 4 ให้เวลาเต็มที่ ถามผู้ฟังว่าตัวเลขนี้ตรงกับที่รู้สึกในพื้นที่หรือไม่

---

# สไลด์ที่ 16 — บทเรียน 4 ข้อ จากตารางเดียว
**เวลาโดยประมาณ:** 8 นาที

## บทบรรยาย

> จากตารางเดียวกัน เราถอดบทเรียนได้สี่ข้อ
> >
> > ข้อแรก ผู้เรียนหดตัวเร็วกว่าโครงสร้างที่ปรับตัว ผู้เรียนลดลง 6,000 คนในหนึ่งปี ขณะที่จำนวนสถานศึกษาคงที่ 737 แห่ง หมายความว่าสถานศึกษากำลังเล็กลง ต้นทุนต่อหัวสูงขึ้น และทรัพยากรกระจายบางลง นี่คือเงื่อนไขตั้งต้นที่ยุทธศาสตร์ต้องยอมรับ ไม่ใช่ปัญหาที่เขียนแล้วจะหายไป
> >
> > ข้อสอง ตัวเลขที่ผิดปกติต้องตั้งคำถามก่อนตีความ ครูโรงเรียนเอกชนลดลงร้อยละ 34.5 ในหนึ่งปี ขณะที่นักเรียนลดร้อยละ 9.4 อัตราที่ต่างกันเกือบสี่เท่านี้แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับห้องเรียนอาชีวศึกษาเอกชนที่ลดร้อยละ 69 ขณะที่นักเรียนแทบไม่เปลี่ยน ผมยังไม่ทราบคำตอบครับ และคำตอบที่ถูกต้องในตอนนี้คือ ยังไม่รู้ ต้องไปตรวจสอบนิยามกับหน่วยงานเจ้าของข้อมูลก่อน
> >
> > ข้อสาม ข้อมูลสองปีไม่พอสรุปแนวโน้ม มาตรฐานคือต้องมีอนุกรมเวลาอย่างน้อยสามถึงห้าปี ตารางจากเอกสารแผนมีเพียงสองจุด ซึ่งต่อมาปิดได้ด้วยอนุกรมเวลานักเรียนห้าปีและการออกกลางคันสิบปีจากรายงานสถิติจังหวัด
> >
> > ข้อสี่ ตัวเลขสองแหล่งที่ต่างกัน ไม่ได้แปลว่ามีแหล่งใดผิด สถิติจังหวัดรายงาน 115,123 คน เรารายงาน 148,373 คน เพราะเรารวมศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 273 แห่ง อุดมศึกษา อาชีวศึกษา และ สกร. ด้วย ทุกครั้งที่อ้างตัวเลข ต้องระบุนิยามและขอบเขตกำกับเสมอ
> >
> > ขอเสริมอีกเรื่องหนึ่งครับ ในแผนฉบับทบทวน 2568 เนื้อความระบุผู้เรียนทั้งจังหวัด 150,594 คน แต่ตารางที่ 10 ในเล่มเดียวกันรวมได้ 154,373 คน ต่างกัน 3,779 คน ในเอกสารเล่มเดียวกัน ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อจับผิดผู้จัดทำ แต่เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบความสอดคล้องภายในเป็นเรื่องที่หลุดได้ง่ายมาก และเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันดูในแผนฉบับใหม่

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

ย้ำน้ำเสียงว่าเป็นบทเรียนร่วม ไม่ใช่การจับผิด เรื่องข้อมูลขัดแย้งกันเองต้องพูดอย่างระมัดระวัง

---

# สไลด์ที่ 17 — การจำแนกกลุ่มอำเภอเชิงยุทธศาสตร์
**เวลาโดยประมาณ:** 6 นาที

## บทบรรยาย

> สไลด์นี้เคยเป็นสมมติฐาน ตอนนี้ยืนยันด้วยข้อมูลรายอำเภอจากรายงานสถิติจังหวัดแล้ว และเพิ่มกลุ่มที่ห้าคืออำเภอขนาดเล็กที่หดตัวเร็ว
> >
> > ผมเสนอให้แบ่งพื้นที่เป็นห้ากลุ่ม
> >
> > กลุ่ม ก เขตเมืองและมรดกโลก คืออำเภอพระนครศรีอยุธยา นักเรียนต่อห้อง 28 ต่อ 1 สูงสุดในจังหวัด และผู้เรียนเอกชนร้อยละ 26.6
> >
> > กลุ่ม ข เขตอุตสาหกรรม ได้แก่ บางปะอิน อุทัย วังน้อย นครหลวง สามอำเภอแรกเป็นพื้นที่เดียวที่ประชากรเพิ่มขึ้น ผู้เรียนเอกชนบางปะอินร้อยละ 31.2 สูงสุดในจังหวัด
> >
> > กลุ่ม ค เขตเกษตรและเสี่ยงอุทกภัย ได้แก่ ผักไห่ เสนา บางบาล บางไทร โจทย์คือโรงเรียนขนาดเล็กและน้ำท่วมซ้ำซาก
> >
> > กลุ่ม ง เขตกึ่งเมืองกึ่งชนบท ได้แก่ ท่าเรือ ภาชี ลาดบัวหลวง บางปะหัน
> >
> > กลุ่ม จ อำเภอขนาดเล็กที่หดตัวเร็ว ได้แก่ บ้านแพรก มหาราช บางซ้าย นักเรียนต่อห้องเพียง 11 ถึง 12 คน และไม่มีโรงเรียนเอกชนเลยทั้งสามอำเภอ
> >
> > ประเด็นที่ผมอยากให้เห็นให้ชัดคือ ในจังหวัดนี้ ความเสี่ยงภัยพิบัติทับซ้อนกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ พื้นที่ที่ท่วมซ้ำซากคือพื้นที่เกษตรที่มีฐานะต่ำกว่าเขตอุตสาหกรรม เด็กกลุ่มนี้จึงเผชิญความเสี่ยงสองชั้นพร้อมกัน และการใช้ค่าเฉลี่ยระดับจังหวัดจะปกปิดปัญหานี้ทั้งหมด
> >
> > ช่วงบ่ายเราจะแบ่งกลุ่มย่อยตามการจำแนกนี้ และผมอยากให้แต่ละกลุ่มช่วยยืนยันหรือแย้งว่าการจัดกลุ่มนี้ตรงกับความจริงในพื้นที่หรือไม่

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

การจัดกลุ่มนี้ยืนยันด้วยข้อมูลแล้ว แต่ยังควรขอ feedback จากผู้ที่รู้พื้นที่ เพราะอาจต้องปรับขอบเขตอำเภอที่อยู่ก้ำกึ่ง

---

# สไลด์ที่ 18 — ส่วนที่ 5 ทักษะที่ต้องใช้จริง
**เวลาโดยประมาณ:** 1 นาที

## บทบรรยาย

> ส่วนสุดท้ายเป็นภาคปฏิบัติ คือเครื่องมือห้าชุดที่เราต้องใช้จริงในการลงมือเขียน
> >
> > ส่วนนี้จะเร็วขึ้นและเป็นเทคนิคมากขึ้น ขอให้ทุกท่านเปิดเอกสารบทที่ 5 ถึงบทที่ 10 ตามไปด้วย เพราะรายละเอียดอยู่ในเล่ม

---

# สไลด์ที่ 19 — กระบวนการ 7 ระยะ
**เวลาโดยประมาณ:** 6 นาที

## บทบรรยาย

> กระบวนการมาตรฐานมีเจ็ดระยะ เริ่มจากกำหนดกรอบและตรวจสอบความพร้อม ทบทวนกฎหมายนโยบายและองค์ความรู้ วิเคราะห์สถานการณ์เชิงพื้นที่ รับฟังและสังเคราะห์ความต้องการ กำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัดและการติดตามประเมินผล และแผนขับเคลื่อนกับการควบคุมคุณภาพ
> >
> > สิ่งที่ผมอยากเน้นคือกล่องสีแดง คือระยะที่ 5 กำหนดทิศทางยุทธศาสตร์
> >
> > กับดักที่พบบ่อยที่สุดคือการเริ่มที่ระยะ 5 ทันที เพราะการเขียนวิสัยทัศน์และประเด็นยุทธศาสตร์ทำได้เร็วและรู้สึกว่ามีความคืบหน้า ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เวลานานและน่าเบื่อ ผลคือได้เอกสารที่สวยงามแต่ไม่เชื่อมกับปัญหาจริง
> >
> > ระยะที่ 5 ต้องไม่เริ่มก่อนจบระยะที่ 3 และระยะที่ 4
> >
> > และก่อนเปลี่ยนระยะทุกครั้ง ขอให้เราสรุปสี่อย่าง คือสิ่งที่ทำแล้ว สิ่งที่ยังขาด สมมติฐานที่ใช้ และประเด็นที่ต้องให้ผู้บริหารตัดสินใจ

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

ถ้ามีเวลาน้อย สไลด์นี้ตัดได้ เพราะเนื้อหาอยู่ในเอกสาร

---

# สไลด์ที่ 20 — แยกให้ออกระหว่างอาการ ปัญหา และสาเหตุราก
**เวลาโดยประมาณ:** 7 นาที

## บทบรรยาย

> ทักษะที่สำคัญที่สุดของงานนี้คือการแยกอาการ ปัญหา และสาเหตุราก ออกจากกัน
> >
> > ยกตัวอย่างเดียวกันครับ ระดับอาการคือ นักเรียนขาดเรียนบ่อย ถ้าเราแก้ที่ระดับนี้ เราจะตามตัวเด็กกลับมาได้ชั่วคราว แล้วเขาก็ขาดอีก
> >
> > ระดับปัญหาคือ เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ถ้าเราแก้ที่ระดับนี้ เราจะจัดโครงการพาน้องกลับมาเรียน ซึ่งได้ผลเฉพาะหน้า
> >
> > ระดับสาเหตุรากคือ ไม่มีระบบข้อมูลติดตามเด็กรายบุคคลที่ใช้ร่วมกันข้ามสังกัดและข้ามพื้นที่ ถ้าเราแก้ที่ระดับนี้ จะแก้ได้ยั่งยืน เพราะระบบจะจับได้ตั้งแต่เด็กเริ่มเสี่ยง ไม่ใช่ตอนที่หลุดไปแล้ว
> >
> > วิธีหาสาเหตุรากคือถามคำว่า ทำไม ซ้ำอย่างน้อยสามชั้น แต่ต้องหยุดถามเมื่อถึงสาเหตุที่เราทำอะไรกับมันได้ ถ้าถามต่อจนถึง เพราะเศรษฐกิจโลกผันผวน ก็เกินขอบเขตที่จังหวัดจะแก้ได้
> >
> > ข้อสังเกตสุดท้าย ในการวิเคราะห์ Problem Tree ของอยุธยาที่ผมทำไว้ในเอกสาร สาเหตุรากทั้งสามสายวิ่งกลับมาที่จุดร่วมเดียวกัน คือการไม่มีระบบข้อมูลผู้เรียนรายบุคคลที่ใช้ร่วมกันข้ามสังกัด นี่คือเหตุผลที่ประเด็นเรื่องระบบข้อมูลต้องเป็นเงื่อนไขพื้นฐาน ไม่ใช่ประเด็นเสริมท้ายเล่ม

---

# สไลด์ที่ 21 — SWOT ทุกข้อต้องมีช่องหลักฐาน
**เวลาโดยประมาณ:** 6 นาที

## บทบรรยาย

> ข้อห้ามเด็ดขาดของงานนี้คือ ห้ามเขียน SWOT จากความคิดเห็นในที่ประชุมโดยไม่มีหลักฐาน
> >
> > รูปแบบที่ถูกต้องต้องมีสามช่อง คือรหัส ประเด็น และหลักฐานอ้างอิง
> >
> > ดูตัวอย่างครับ S1 ฐานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หลักฐานคือโรงงานมากกว่า 2,134 แห่ง แรงงานประมาณ 300,000 คน จากสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ปี 2565
> >
> > W1 ไม่มีระบบข้อมูลการศึกษาระดับจังหวัดที่ใช้ร่วมกันทุกสังกัด หลักฐานคือมีข้อมูลรายอำเภอจากรายงานสถิติจังหวัดแล้ว แต่ยังไม่มีระบบที่ใช้ร่วมกันทุกสังกัด พบข้อมูลขัดแย้งกันเองในเอกสารแผนฉบับเดียวกัน และนิยามครูมีสามแหล่งสามตัวเลข กรณีนี้เรียกว่าหลักฐานเชิงลบ คือการไม่พบระบบร่วมก็เป็นหลักฐานได้ ถ้าเราค้นอย่างเป็นระบบแล้ว
> >
> > T1 จำนวนผู้เรียนหดตัวต่อเนื่อง หลักฐานคือผู้เรียนทั้งจังหวัดลดร้อยละ 3.9 จากเอกสารแผนของเราเอง
> >
> > ข้อทดสอบง่าย ๆ ที่ผมอยากให้ทุกท่านใช้คือ อ่านข้อ SWOT ที่เขียนแล้วถามตัวเองว่า ถ้ามีคนถามว่ารู้ได้อย่างไร ตอบได้ไหม ถ้าตอบไม่ได้ ให้ตัดออก หรือย้ายไปไว้ในรายการสมมติฐานที่ต้องตรวจสอบ
> >
> > ใบงานที่ 2 มีช่องติ๊กสองช่องคือ ตรวจสอบได้จริง กับ เป็นเพียงความเห็น ซึ่งจะบังคับให้เราซื่อสัตย์กับตัวเอง

---

# สไลด์ที่ 22 — กับดักคำสี่คำ
**เวลาโดยประมาณ:** 8 นาที

## บทบรรยาย

> สไลด์นี้เป็นเครื่องมือที่ผมคิดว่าใช้ได้ทันทีที่สุด
> >
> > ห้ามใช้คำว่า ส่งเสริม พัฒนา ยกระดับ บูรณาการ โดยไม่ระบุว่าทำอะไร กับใคร ด้วยกลไกใด และวัดผลอย่างไร
> >
> > ดูคู่แรกครับ ก่อนแก้เขียนว่า ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการอ่านของผู้เรียน หลังแก้เขียนว่า คัดกรองการอ่านของนักเรียน ป.1 ถึง ป.3 ทุกสังกัดด้วยเครื่องมือเดียวกันปีละสองครั้ง จัดกลุ่มโรงเรียนที่มีผลต่ำกว่าเกณฑ์เป็นพื้นที่มุ่งเป้า จัดทีมนิเทศเฉพาะกิจลงพื้นที่ไม่น้อยกว่าสี่ครั้งต่อโรงเรียนต่อปี และรายงานความก้าวหน้ารายโรงเรียนต่อ กศจ. ทุกภาคเรียน
> >
> > สังเกตว่าเรื่องเดียวกันครับ แต่ฝั่งขวาบอกได้ว่าใครต้องทำอะไร เมื่อไหร่ และวัดผลอย่างไร
> >
> > คู่ที่สองเป็นกรณีที่เขียนเกินอำนาจ ก่อนแก้เขียนว่า ให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดจัดสรรอัตราครูเพิ่มเติมให้โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเราไม่มีอำนาจ หลังแก้จึงเปลี่ยนเป็นการรวบรวมข้อมูลอัตรากำลัง วิเคราะห์ช่องว่างตามสาระวิชา และเสนอต่อ ก.ค.ศ. และ สพฐ. พิจารณาจัดสรร ซึ่งเป็นภารกิจประเภทที่ 4 พร้อมกันนั้นก็ประสานการใช้ครูหมุนเวียนระหว่างโรงเรียนในตำบลเดียวกันโดยความสมัครใจ ซึ่งเป็นประเภทที่ 3
> >
> > ใบงานที่ 3 บังคับให้ตอบคำถาม 12 ข้อ ซึ่งถ้าตอบครบ จะเขียนแบบก่อนแก้ไม่ได้เลย

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

อ่านตัวอย่างหลังแก้ให้ครบ อย่าย่อ เพราะความยาวคือประเด็น

---

# สไลด์ที่ 23 — กับดักตัวชี้วัด 5 ประการ
**เวลาโดยประมาณ:** 7 นาที

## บทบรรยาย

> ตัวชี้วัดเป็นส่วนที่ผิดพลาดง่ายที่สุด มีกับดักห้าข้อ
> >
> > ข้อแรก วัดกิจกรรมแทนผลลัพธ์ เช่น วัดจำนวนครูที่เข้ารับการอบรม แทนที่จะวัดสัดส่วนนักเรียนที่อ่านออกเขียนได้ตามเกณฑ์
> >
> > ข้อสอง วัดค่าเฉลี่ยแทนช่องว่าง เช่น วัดคะแนนเฉลี่ยการอ่านของจังหวัด แทนที่จะวัดช่องว่างระหว่างกลุ่มอำเภอสูงสุดกับต่ำสุด ปัญหาของค่าเฉลี่ยคือ มันดีขึ้นได้แม้กลุ่มที่แย่ที่สุดจะแย่ลง
> >
> > ข้อสาม วัดสะสมแทนอัตราใหม่ เช่น วัดจำนวนเด็กที่พากลับสะสม แทนที่จะวัดอัตราการหลุดออกจากระบบใหม่รายภาคเรียน เพราะเด็กเคลื่อนเข้าออกระบบตลอดเวลา ตัวเลขสะสมจึงสร้างภาพลวงว่าปัญหาลดลง
> >
> > ข้อสี่ ตั้งเป้าโดยไม่มีค่าฐาน เช่น ตั้งร้อยละ 80 ทุกตัวชี้วัด ทางที่ถูกคือระบุว่า รอกำหนดหลังจัดทำข้อมูลฐาน
> >
> > ข้อห้า เลือกวัดสิ่งที่วัดง่าย เช่น จำนวนโครงการที่ดำเนินการ ซึ่งไม่บอกอะไรเลยเกี่ยวกับผู้เรียน
> >
> > และขอเน้นด้านล่างครับ ชุดตัวชี้วัดต้องสมดุลเจ็ดประเภท แต่ที่แผนส่วนใหญ่ขาดคือสองประเภทท้าย คือตัวชี้วัดความเสมอภาคและตัวชี้วัดเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งเป็นสองประเภทที่มีประโยชน์ที่สุดในการบริหารจริง

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

ถ้ามีเวลา ให้ยกตัวอย่างค่าฐานจากแผนเดิมในบทที่ 9.3.1 ซึ่งมีเป้าต่ำกว่าค่าฐานสองรายการ

---

# สไลด์ที่ 24 — ตาราง RACI และกฎเหล็ก 3 ข้อ
**เวลาโดยประมาณ:** 8 นาที

## บทบรรยาย

> เครื่องมือสุดท้ายคือตาราง RACI ซึ่งเป็นวิธีจัดการเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสังกัดด้วยเครื่องมือทางเทคนิค แทนการพูดถึงตรง ๆ
> >
> > R คือผู้ลงมือทำ A คือผู้รับผิดชอบผลสุดท้าย C คือผู้ให้คำปรึกษา I คือผู้รับทราบ
> >
> > กฎเหล็กสามข้อ
> >
> > ข้อแรก แต่ละแถวต้องมี A เพียงหนึ่งเดียว ถ้ามีสอง แปลว่ายังไม่ตกลงกันจริง
> >
> > ข้อสอง ห้ามใส่ A ให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดในงานที่เราไม่มีอำนาจตัดสินใจ
> >
> > ข้อสาม หน่วยงานที่ได้ R ต้องรู้ตัวและยอมรับก่อน ไม่ใช่เพิ่งรู้ตอนอ่านแผน
> >
> > ดูตารางด้านล่างครับ ให้สังเกตสองแถว
> >
> > แถวที่ 4 กลไกความร่วมมือข้ามสังกัด ผู้รับผิดชอบผลสุดท้ายคือจังหวัด ไม่ใช่เรา เพราะเราไม่มีอำนาจเหนือหน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ การเขียนให้เราเป็น A ในกรณีนี้จะเป็นการเขียนเกินอำนาจหน้าที่
> >
> > แถวที่ 5 การวางแผนรองรับผู้เรียนภาคเอกชน เราเป็นทั้ง A และ R ได้เต็มตัว เพราะเป็นภารกิจตามข้อ 11 วงเล็บ 10 ซึ่งอยู่ในอำนาจโดยตรง จึงเป็นกลยุทธ์ที่มีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติสูงที่สุด
> >
> > สองแถวนี้แสดงให้เห็นว่า การรู้ขอบเขตอำนาจของตัวเองอย่างแม่นยำ ทำให้เราเขียนได้ทั้งเจียมตัวในเรื่องที่ควรเจียม และมั่นใจในเรื่องที่เรามีอำนาจจริง

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

เชื่อมกลับไปทัศนคติข้อ 2 ในสไลด์ที่ 6

---

# สไลด์ที่ 25 — กับดัก 10 ประการ
**เวลาโดยประมาณ:** 5 นาที

## บทบรรยาย

> สไลด์นี้เป็นการสรุปรวมกับดักทั้งหมดที่เราพูดถึง เพื่อให้ท่านใช้เป็นรายการตรวจสอบ
> >
> > ห้าข้อแรกเป็นกับดักด้านเนื้อหา คือสร้างข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง คัดลอกถ้อยคำจากแผนระดับบน เขียน SWOT โดยไม่มีหลักฐาน กำหนดโครงการก่อนวิเคราะห์ปัญหา และเสนอภารกิจเกินอำนาจหน้าที่
> >
> > ห้าข้อหลังเป็นกับดักด้านความซื่อตรงทางวิชาการ คือใช้คำกว้างโดยไม่อธิบาย ทำให้ความเห็นของผู้บริหารกลายเป็นข้อเท็จจริง ปกปิดข้อมูลที่ขัดแย้งกับข้อสรุป สรุปว่าผู้เข้าร่วมเวทีเป็นตัวแทนประชากรทั้งหมด และส่งมอบฉบับสมบูรณ์โดยไม่เปิดเผยข้อจำกัด
> >
> > ผมอยากชวนให้แต่ละกลุ่มเลือกกับดักที่ตนเคยพบมากที่สุดหนึ่งข้อ แล้วมาแลกเปลี่ยนกันในช่วงบ่าย
> >
> > รายละเอียดของแต่ละข้อ ว่าอันตรายอย่างไรและมีวิธีป้องกันอะไร อยู่ในบทที่ 11 ของเอกสาร

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

กิจกรรมสั้น ๆ ให้เลือกกับดักที่เคยพบ

---

# สไลด์ที่ 26 — ก่อนเสนอ กศจ. ทุกครั้ง ตรวจ 13 ข้อนี้
**เวลาโดยประมาณ:** 5 นาที

## บทบรรยาย

> รายการนี้คือเครื่องมือสุดท้าย เป็นรายการตรวจสอบก่อนส่งงานทุกครั้ง
> >
> > สิบสามข้อนี้ครอบคลุมตั้งแต่ความเป็นปัจจุบันของข้อมูล ความมีผลบังคับใช้ของกฎหมาย ขอบเขตอำนาจ ความเชื่อมโยงกับหลักฐาน การไม่มีตัวเลขที่สร้างขึ้น การพิจารณากลุ่มเปราะบาง คุณภาพของตัวชี้วัด ความสมเหตุสมผลของค่าเป้าหมาย การระบุความเสี่ยง การมีเจ้าภาพจริง ความเหมาะสมของภาษา ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และการมีภาคผนวกบัญชีข้อจำกัด
> >
> > และด้านล่างคือวิธีตรวจที่ผมอยากให้เราทำจริงทุกครั้ง เรียกว่าการตรวจสอบความสอดคล้องย้อนกลับ
> >
> > วิธีทำง่ายมากครับ สุ่มเลือกโครงการมาสามโครงการ แล้วไล่ย้อนกลับ จากโครงการ ไปกลยุทธ์ ไปประเด็นยุทธศาสตร์ ไปเป้าประสงค์ ไปปัญหา ไปสาเหตุราก ไปข้อมูล ไปแหล่งอ้างอิง
> >
> > หากขาดตอนที่จุดใด แปลว่าโครงการนั้นไม่มีเหตุผลรองรับ ต้องแก้หรือตัดออก
> >
> > วิธีนี้ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีต่อโครงการ แต่จับข้อบกพร่องได้มากกว่าการอ่านทั้งเล่ม

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

แนะนำให้ใช้เป็นแบบฟอร์มตรวจรับงานภายในคณะทำงาน

---

# สไลด์ที่ 27 — สรุปและขั้นตอนถัดไป
**เวลาโดยประมาณ:** 5 นาที

## บทบรรยาย

> ขอสรุปด้วยสามเรื่องที่ต้องทำต่อ
> >
> > เรื่องแรก สิ่งที่ต้องทำทันทีหลังการประชุม คือขอให้แต่ละหน่วยงานกรอกใบงานที่ 5 บัญชีข้อมูลที่ตนมี พร้อมระบุระดับความละเอียด จำนวนปีย้อนหลัง และวันที่ส่งได้ ข้อมูลนี้ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องสำรวจใหม่ เพราะทุกหน่วยงานมีอยู่แล้ว ปัญหาคือยังไม่ถูกรวบรวมมาที่เดียวกัน
> >
> > เรื่องที่สอง สิ่งที่จะทำให้งานนี้สำเร็จหรือล้มเหลว คือการมีข้อมูลจำแนกรายอำเภอและรายสังกัด ถ้าไม่มี ยุทธศาสตร์จะไม่มีค่าฐานสำหรับตัวชี้วัดแม้แต่ตัวเดียว และจะกลายเป็นเอกสารที่วัดผลไม่ได้ตลอดห้าปี
> >
> > เรื่องที่สาม สิ่งที่ต้องเสนอผู้บริหารตัดสินใจ คือการแต่งตั้งคณะทำงานที่มีผู้แทนทุกสังกัดตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำ ไม่ใช่ตั้งหลังยุทธศาสตร์เสร็จ เพราะการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการยอมรับ
> >
> > สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า สิ่งที่เราทำอยู่ไม่ใช่การเขียนเอกสารเพื่อส่ง แต่คือการตกลงร่วมกันว่าเด็กอยุธยาห้าปีข้างหน้าจะได้อะไร ถ้าเราทำให้ทุกบรรทัดตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงเด็กจริง ๆ เอกสารฉบับนี้จะถูกใช้ ถ้าทำไม่ได้ มันก็จะเป็นเล่มที่สวยงามอยู่บนชั้น
> >
> > ขอบคุณครับ

## จุดเน้นและข้อควรระวัง

ปิดด้วยประโยคสุดท้ายอย่างช้า ๆ แล้วเปิดถามตอบ

---

# ภาคผนวก: คำถามที่คาดว่าจะถูกถาม และแนวคำตอบ

| คำถามที่คาดว่าจะถูกถาม | แนวคำตอบ |
|---|---|
| ทำไมต้องทำแผนใหม่ ในเมื่อแผนเดิมยังไม่หมดอายุ | แผนเดิมสิ้นสุดปี 2570 ขณะที่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แผนพัฒนาจังหวัด และแผนท้องถิ่น เข้ารอบใหม่พร้อมกันในปี 2571 หากไม่ทำรอบนี้ เราจะเสนอโครงการเข้าแผนจังหวัดไม่ทัน และต้องรออีก 5 ปี |
| ตัวเลขครูโรงเรียนเอกชนที่ลดร้อยละ 34.5 คืออะไรกันแน่ | ยังไม่ทราบครับ นี่คือเหตุผลที่ผมยกขึ้นมา เราต้องไปตรวจสอบนิยามกับกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชนก่อน ถ้าเรานำตัวเลขนี้ไปเขียนโดยไม่ตรวจสอบ อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดทั้งหมด |
| เรามีอำนาจไปกำกับ อปท. หรือมหาวิทยาลัยหรือไม่ | ไม่มีครับ ทำได้เพียงประสานและส่งเสริม ซึ่งไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการเขียนให้ตรงความจริง มิฉะนั้นแผนจะล้มเหลวตั้งแต่วันประกาศใช้ |
| การใส่เรื่องโรงเรียนเอกชนในแผน จะถูกมองว่าเอื้อประโยชน์เอกชนหรือไม่ | กรอบเหตุผลของเราคือการคุ้มครองผู้เรียน ไม่ใช่การสนับสนุนผู้ประกอบการ เพราะหากโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งปิด เด็กราว 600 คนจะกลายเป็นเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบทันที และภาระจะตกกับโรงเรียนรัฐในพื้นที่ อีกทั้งเราใช้เกณฑ์คุณภาพชุดเดียวกับสถานศึกษารัฐ ไม่แยกเกณฑ์ |
| ถ้าไม่มีข้อมูลรายอำเภอ จะทำแผนได้ไหม | จังหวัดนี้มีแล้วในรายงานสถิติจังหวัด พ.ศ. 2568 หากหน่วยงานอื่นยังไม่มี ให้ระบุในบัญชีข้อมูลว่าไม่มี ซึ่งมีค่าเท่ากับการระบุว่ามี เพราะทำให้เรารู้ว่าตัวชี้วัดใดตั้งค่าฐานได้และตัวใดยังตั้งไม่ได้ |
| จะเอาเวลาที่ไหนไปทำ ในเมื่องานประจำก็ล้นมืออยู่แล้ว | เป็นข้อกังวลที่ถูกต้องครับ เราจึงออกแบบมาตรการให้ใช้ข้อมูลและกลไกที่มีอยู่แล้วในงานประจำ ไม่สร้างงานเก็บข้อมูลชุดใหม่ และไม่ขอตั้งงบใหม่ในสองปีแรก |
| ถ้าแผนฉบับที่ 14 ประกาศออกมาไม่ตรงกับที่เราคาด จะทำอย่างไร | เราออกแบบเอกสารให้แยกส่วนที่อ้างอิงร่างออกจากส่วนที่อ้างอิงกฎหมายที่มีผลแน่นอน และกำหนดให้ทบทวนภายในหนึ่งปีหลังแผนฉบับที่ 14 ประกาศใช้ |

---

# ภาคผนวก: สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนวันบรรยาย

- [ ] เปิดไฟล์สไลด์ตรวจดูหนึ่งรอบในเครื่องที่จะใช้จริง เพราะสไลด์ใช้ฟอนต์ Tahoma หากเครื่องไม่มี ตัวอักษรอาจเลื่อน
- [ ] พิมพ์เอกสารประกอบการบรรยายและใบงาน 5 ใบ ให้ครบจำนวนผู้เข้าร่วม
- [ ] เตรียมสำเนาตารางที่ 7 ของแผนปฏิบัติราชการ 2569 ไว้อ้างอิงหากมีผู้ขอดูต้นฉบับ
- [ ] ตรวจสอบว่ามีผู้แทนจากสังกัดใดบ้างที่จะเข้าร่วม เพื่อปรับตัวอย่างให้ตรงกลุ่ม
- [ ] สอบถามล่วงหน้าว่ามีผู้ใดไปร่วมประชุม All for Education วันที่ 27–28 สิงหาคม 2569 หรือไม่
- [ ] เตรียมคำตอบเรื่องกำหนดเสนอ กศจ. ว่าเป็นเดือนใด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมวางแผนส่งข้อมูลได้

---

*บทบรรยายประกอบสไลด์ จัดทำเมื่อ 31 สิงหาคม 2569*
